แกะเทปสัมภาษณ์ "ใบพัด"

posted on 07 Aug 2009 07:04 by tamtammai

  -นิสัยส่วนตัว ตัวตน

            (นิ่งคิดไปสักพัก) เราชอบอยู่บ้าน พี่อ่ะเป็นเด็กที่อยู่โรงเรียนประจำมาก่อน เรียกได้ว่าเกือบ 10 ปีอ่ะ เป้นช่วงเวลาที่ไม่ได้กลับบ้าน  และก็เป็นช่วงเวลาที่เด็กควรจะอยู่กับพ่อแม่บ้าง เพื่อเรียนรู้บางอย่างจากพ่อแม่ อย่างพ่อพี่นี่เป็นนักหนังสือพิมพ์เหมือนกัน เรากลับไม่ค่อยรู้จักพ่อเราเลยอ่ะ แม่เราก็เป็นแม่บ้านอยู่ติดบ้าน พี่จะได้เจอพ่อแม่ เดือนละ 2 ครั้ง นั่นคือ 2 อาทิตย์ พี่จะได้กลับบ้านครั้งนึง ทั้งๆที่เราอยู่ในกรุงเทพเนี่ยนะ บ้านเราไม่ได้อยู่ต่างจังหวัดนะ อย่างที่คุยกับเพื่อนที่อยู่โรงเรียนประจำด้วยกันบ้านเค้าก็จะอยู่ต่างจังหวัด  แต่พี่นี่อยู่กรุงเทพแล้วก็ถูกส่งมาอยู่ในโรงเรียนประจำ และเค้าก็แซวกันว่า พ่อแม่ไม่มีเวลาหรือเปล่า เด็กเหลือขอ อะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่หรอกเรารู้ว่าระบบของโรงเรียนเป็นอย่างนั้น  โรงเรียนที่พี่อยู่คือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย คือพอหลังจากออกจากวชิราวุธมา มาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเราขาดไปคือการอยู่บ้าน การอยู่กับพ่อแม่ การได้อยู่กับครอบบ้าง อย่างเราเนี่ยอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่ร้องไห้อยากกลับบ้าน ไปจนถึงเราร้องไห้ไม่อยากกลับบ้านอ่ะ  เลยทำให้นี่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่อยากอยู่บ้าน ดังนั้นนิสัยก้อคือ ออกมา แบบนานๆที ก็จะทำอำรหลายๆอย่าง พี่สามารถอยู่บ้านได้แบบเป็นเดือนๆ โดยไม่ต้องออกไปไหน แต่บางคนก็จะรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมแบบเรา ยิ่งบางคนบอกอยู่บ้าน ไม่เบื่อหรอ แต่เราก็ไม่เบื่อเลย  กลายเป็นว่าวันๆนี่เราแทบจะไม่ว่างเลย ดูแลที่บ้าน พาแม่ไปตลาด อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ดูหนัง  หมดและ วันๆ นี่ไม่ได้ทำงานเลยด้วยบางที

 

-จบมาด้านงานเขียน โดยตรงเลยหรือเปล่า

                จบมาด้านเศรษศาสตร์การเงิน เหตุที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ตอนนั้น มันสาเหตุเหมือนเด็กทั่วปเคย ไม่ค่อยรู้ความฝันตัวเอง ไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร รู้แค่เราจบศิลป์คำนวณ แล้วก็นั่งไล่ดูว่าศิลป์-คำนวณมันไปทำอะไรได้บ้าง บัญชี ที่เค้าชอบไปเรียนกัน ตัวเลขเยอะมาก บริหาร จบปริญญาตรี เราจะไปบริหารอะไร นั่งไล่ไปไล่มา นิติศาสตร์ เราก้ไม่อยากท่อง เลยมาที่เศรษศาสตร์ พ่อเราเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นเลยกลายเป็นวิชาที่เราน่าจะพอเข้าใจได้ดีที่สุด อย่างน้อยเค้าก็เล่าให้เราฟังได้ว่า เรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วหลักการคร่าวๆมันก็ทำให้ไปทำงานได้หลายสาย เศรษศาสตร์ก็คือการทำสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ทรพยากรมีน้อยทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  เรียนไปแบบไม่รุ้ว่า จะเป็นอะไรด้วยซ้ำแค่เป็นอันเดียวที่ตัดชอยส์อื่นๆ ที่ไม่อยากเรียนหมดแล้ว ก็เหลือนี่แหละ เศรษศาตร์

 

-เริ่มต้นเป็นนักเขียนได้อย่างไร

                พี่อ่ะจบเศรษฐศาสตร์มาทางสายเศรษฐกิจ งานการเงิน เราก็เลยไปเป็นนักข่าว  เป็นนักข่าวสายธุรกิจ มันก็ยังถือว่าใกล้อ่ะนะ  ทำที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทำอยู่สักพักนึง ก็รู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเปิดใหม่ นักข่าวสายการตลาดก็ทำประมาณนี้แหละ ไปงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้า เปิดตัวแคมเปนจ์ใหม่ๆ  สัมภาษณ์ผู้บริการอย่างงี้อ่ะ ทำอยู่เรื่อยๆ แล้วเราไปค้นพบพาร์ทหนึ่งของธุรกิจที่มันมีเสน่ห์มากๆ  คือการโฆษณา คือธุรกิจมันมีเปิดแคมเปนจ์ใหม่ใช่มะ  มันก็จะมีโฆษณาทำให้เราติดตาม และเราก็ติดตามเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าพาร์ทโฆษณานั้นน่าสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือความเป็นครีเอทีฟ ในการคิดโฆษณา ได้ไปคุยกับเขาเยอะๆขึ้นเนี่ย มีโฆษณาต่างประเทศ มีงานจัดเฟส เราก็ไปที่พัทยา ไปดูเขาประกวดโฆษณาต่างๆ ดูแล้วสนุกมากเลยกับการคิดสนุกๆอ่ะนะ ดังนั้นก็เลยเริ่มสนใจทางนี้ หลังจากนั้นเลยย้ายไปทำงานที่นิตยสารแบรนด์เอจจ์ ที่เริ่มจับกลุ่มเรื่องเกี่ยวกับโฆษณา เกี่ยวกับกลยุธทางการตลาดมากขึ้น อันนี้ก้เป็นสเต็ปที่ 2 หลังจากการเป็นนักข่าวทำข่าวขึ้นเว็ป เขียนข่าวรายวัน วันหนึ่งเขียนตั้งหลายข่าว ก็ขยับมาเป็นทำงานรายเดือน สัมภาษณ์ ทำมาเรื่อยๆ แล้วก็สะสม หนึ่งเดือน ออกหนึ่งครั้ง คือความถี่ของหนังสือมันเริ่มต่างกันและ คืออันนั้นเป็นรายวันใช่มะ ก็มาเป็นทำสื่อรายเดือน ได้เห็นลักษณะการทำงาน 2 แบบ หลังจากพอทำงานเกี่ยวกับโฆษณาได้เห็นเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราก็รู้สึกแล้วล่ะ ว่านี่แหละ เป็นสิ่งที่เราชอบมากๆเลย การผลิตอะไรให้แบบคนอึ้ง ให้คนสนใจแบบ เฮ้ย..คิดได้ไง เราชอบ ทีนี้หลังจากเป็นพาร์ทสื่อมวลชน เราเลยรู้สึกว่า ทำเองดีกว่า เลยตัดสินใจออกจากแบรนด์เอจจ์ อีกครั้งหนึ่ง แต่ออกมาเราก็ยังไม่มีประสบการณ์มาก ดังนั้นพี่เลยไปขอเป็นเด็กฝึกงาน ทั้งที่ตอนนั้นเรามีประสบการณ์ทำงานมา 3 ปีแล้ว ขอไปเป็นเด็กฝึกงานที่ซุปเปอร์จิ๋ว เป็นรายการทีวี ซึ่งมันมีเขียนบทละครเวที เพราะว่า เราอยากทำงานกับเด็ก รู้สึกว่าเป็นบุคลากรที่เดาใจได้ยาก คือถ้ไปเขียนบทให้ดารานะ พวกนี้เขาจะมืออาชีพไง แต่เด็ก กูไม่เอากูก้อจะร้องไห้ รู้สึกว่าสนุกนะ ดูแบบเป็นมนุษย์ที่เข้าใจยากดีอ่ะ  และเราก็ชอบสอดแทรกอะไรบางอย่างไว้ และเราก็ติดนิสัยเหมือนพ่อเราก็คือ เราชอบสอน ชอบทำในบทบาทของสื่อในลักษณะเชิงสอน เราก็จะเขียนบทให้เด็กดูแล้วก็จะแทรกคุณธรรมไว้ในเนื้อหา สนุกดี ท้าทาย ทำให้ได้รู้จักกับพี่ซุป พี่จุ้ย ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้กำกับอยู่ในรายการ  จากนี้ก็จะเห็นว่าไปใหญ่แล้วจากจบเศรษฐศาสตร์แล้วตอนนี้มาเขียนหนังสือ แล้วจะดูแบบ เฮยย ทำไมมันไกลกัน  แต่พอเห็นอย่างนี้มันเลยดูกลืนๆและ

-ศุ บุญเลี้ยง

                นี่เป็นหนึ่งในสมาชิกวงเฉลียงเรารู้จักเขาในบทบาทเป็นนักร้อง เขาแต่งเพลงอิ่มอุ่น เขาแต่งเพลงอีกมากมาย เท่ห์ สร้างผลงานดีๆให้กับสังคมไทยนี่นะ และก็เป็นนักเขียน เคยทำนิตยสารไปยาลใหญ่  เราก็ไปทำงานกับเค้า จริงๆ พอเขาเห็นใบสมัครขอฝึกกงานของเรา คือเราเขียนจดหมายไปหนึ่งฉบับ แนะนำตัวขอเป็นเด็กฝึกงาน เขาก็เห็นประวัติ ว่าคุณทำงานมาแล้วตั้ง 3 ปี  เป็นผู้สัมภาษณ์ เป็นนักข่าวมาตั้ง 3 ปี และมาขอเป็นเด็กฝึกงานไรงี้ เขาก็แปลกใจมากว่าจะมาทำอะไรกับบริษัทเค้าหรือเปล่า เค้าเลยขอนัดเจอตัวแล้วคุยหน่อย

 และก็ให้เริ่ม เขาบอกว่า ไม่ต้องฝึกหรอก ขนาดนี้แล้ว ทำเลย  แต่ผมไม่เคยทำเลยครับ ไม่มีประสบการ์ แต่พี่จุ้ยบอกว่า เอาเลย ลองดู อยากเขียนบทละครก็ลองเขียนมาดูอยากเขียนบททีวี ก้เขียน ก็ช่วยเค้าเขียน ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ช่วงนั้นพี่จุ้ยออกอัลบัมหนึ่ง คิดถึงอย่างแรง  ก็ให้พี่นี่แหละเป็นครีเอทีฟอัลบัม คิดทำพวกแพคเกจ เอาไปเสนอตามค่ายเพลงต่างๆ  ก้ถือว่าเป็นที่จดจำเหมือนกัน อย่างตอนนั้นที่ทำคือแบบว่า ทำเป็นซองยา ตอนนั้นเป็นซิงเกิลเพลง คิดถึงอย่างแรง ตีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้คนสนใจ นี่คืองานครีเอทีฟที่แบบชอบ ก้ทำเป็นซองยายักษ์ๆเลยอ่ะนะ แล้วข้างในเป็นยาที่ถูกสกรีนเป็นเม็ดยาอ่ะ ข้างในก็มีแบบชื่อ ผู้สั่งยา มี กิน กินก็เหมือนกับฟังอ่ะนะ ฟังวันละเท่าไหร่ ก่อน-หลังอาหาร คุณสมบัติ เพราะฉะนั้นเลาส่งไปตามค่ายเพลง เพราะพี่จุ้ยเค้าไม่ได้ทำกับค่ายใหญ่ เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่จะทำให้จูงใจเขา เพราะว่าวันๆเนี่ยเค้าได้ซีดีมากองเบ้อเริ่มเลย ก็เรียกความสนใจได้พอสมควร 

                แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจตอนนั้นก็คือมีหนังสือเป็นของตัวเอง  ซึ่งจริงๆ มันก้เคยมีอยู่เล่มหนึ่ง คือรวมบทความในช่วงที่เป็นคอลัมน์นิสต์อยู่ผู้จัดการ เขาก็มีเปิดพื้นที่ให้เขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ตอนนั้นก็จะหยิบสิ่งละอันพันนะน้อยจากตอนที่ไปทำข่าวหรือเวลาเดินทางก็เอามาเขียนเกร็ดที่แบบส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนในข่าว อย่างเราไปคุยกับคนนี้แล้วมันไม่มีพื้นที่ให้เขียนลงอ่ะ  เราก็เอามาเล่าบ้าง หรือว่าเป็นข้อสังเกตระหว่างนั่งรถไปทำงานนั่งรถไปต่างจังหวัดก้เอาสิ่งนั้นมาเขียน เป็นเล่ม ส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้จักพี่จุ้ยก็หนังสือเล่มนี้อ่ะแหละ ตอนสมัครก็แนะนำเขาผ่านหนังสือเล่มนี้  เราเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้  แต่ก็ชอบ ยังจำความรู้สึกที่หนังสือออก แล้วเอาไปไว้กลับหมอนอะไรอย่างงี้ มีความสุขมากตื่นเต้นอ่ะ วันแรกที่ออกอ่ะนะ เรารอดูมาตลอด หลังจากนั้นก้ทำงานเขียน บอกกับพี่จุ้ยว่าขอทำงานเป็นฟรีแลนซ์ คือช่วยงานพี่เค้าอยู่ แต่เราก็อยากทงานหนังสือไปด้วย และวันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากคนที่น่าตกใจ วงศ์ทะนงโทรมาเข้ามือถือ หลังจากที่ไปทำเรื่องกับเขาไว้มากอ่ะนะ ที่ไปสัมภาษณ์และก่อเรื่องกับเขามาหลายครั้ง ตอนทำงานที่ผู้จัดการก็สัมภาษณ์เค้าครั้งหนึ่ง พอมาแบรนด์เอจจ์ก็อีกครั้งหนึ่ง ก้เลยรู้จักกันในฐานะ คนมาสัมภาษณ์ กับผู้ถูกสัมภาษณ์ เจอหน้าจนเริ่มจำกันได้แล้วเนี่ย  จนวันหนึ่งที่เค้าต้องการกำลังคนมาช่วยเค้าก็จะนึกถึงแล้วโทรมาชวน ตอนนั้นเขากำลังจะเปิดนิตยสาร a day weekly ก็เลยชวนๆมา จนก็ได้มาเขียนให้พี่เขา เป็นรายสัปดาห์อ่ะนะ เป็นหนังสือข่าว  ทำงานกับพี่ดหน่งในฐานะนักเขียนนอกให้กับอะเดย์วีคลี่ หลังจากนั้นพอมาเขียนปุ๊ป a day weekly ก็ปิดตัวหลังจากชวนเรามา พี่โหน่งเห็นว่า ไหนๆก้ไหนๆแล้วเลยชวนมาเริ่มงาน ตอนนั้นอะเดย์มีการปรับเปลี่ยนอยากได้คนเข้ามาช่วย  มาเป็นผู้ช่วยพี่ก้อง ช่วงนั้นเราก็คิดแบบ หนังสือเนี่ยถ้าเรายิ่งสะสมข้อมูลมากเนี่ย จะยิ่งดี แล้วก็ยังประสบการณ์น้อย ไม่เห็นต้องรีบเลยถ้าเรา  อย่างถ้าใครชวนมาทำงาน อะเดย์นี่ปฏิเสธได้อยากอ่ะ  เล่มที่มาช่วยเล่มแรกคือ เล่มที่หน้าปกคุณหมอ ที่มีจอนแว่นใหญ่ๆ (ฉบับที่60)ทำงาน ได้ประมาณ 6เดือนเอง  เพราะรู้สึกว่า เขาจ้างเรามาเป็นผู้ช่วย บก.ใช่มะ แต่ที่เรามาเป็นมันกลายเป็นให้ บก. ช่วย ไม่ถนัดเลย ออกจากออฟฟิตมา 3 ปี มาทำงานเป็นฟรีแลนซ์เนี่ยนะ เข้ากับระบบยากมาก เรารู้สึกว่าเราอ่ะ ไม่เหมาะกับการทำงานออฟฟิต เพราะว่าส่วนหนึ่งมันยังค้างคาเรื่องพ๊อกเก็ตบุ๊ค อยู่นั่นแหละ มันยังไม่หาย ยังค้างคา ทำก็ทำได้นะ แต่มันรู้สึกว่าไม่สนุกมาก ไม่เหมือนตอนที่เราเป็นฟรีแลนซ์ เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เราชอบ ก็มาถึงช่วงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ทำงานมาประมาณครึ่งปี  แต่มันดีนะ กลับมานั่งนึกดูตัวเอง เราเปลี่ยนงานบ่อยมาก และก้ได้งานบ่อยมาก  เวลาเรากลับไปดูเนี่ย ไม่รู้ว่าเราเป็นคนลาออกเก่ง หรือว่าสมัครงานเก่ง  ถ้าอยู่บ้านเฉยเนี่ยจะมาแล้ว งานบวช งานแต่ง งานวันเกิด ของที่โน่นที่นี่มากมาย เพราะว่าเราไปสร้างสัมพันธ์ไว้เยอะมากไง  ออฟฟิตนี่ก็ไม่รุ้กี่ออฟฟิตแล้ว 4-5 ออฟฟิต  โรงเรียนเราก็เปลี่ยนโรงเรียนบ่อย พี่เปลี่ยนโรงเรียนบ่อยมากเลยนะ  วชิราวุธนี่พี่อยู่มา 7 ปี แล้วก้ออกมาอยู่สหศึกษาอีก 2 ปี แล้วก็มาสอบเทียบเข้าหอการค้า การออกจากโรงเรียนชายล้วนมาเข้าโรงเรียนสหฯ มันก็เป็นความต้องการของเรา เราอยากอยู่โรงเรียนชายหญิงอ่ะ  วชิราวุธมันชายล้วนไง ขอสักครั้งได้ไหมอ่ะ  คือเราชอบจริงๆนะ เป็นสาเหตุที่เราไม่ได้บอกพ่อแม่นะ  เราก็อ้างไปส่งเดชอ่ะ

-ฉายา

            เจด

-สาเหตุที่ออกจาก อะเดย์

                คือเป้นโรงเรียนที่ดีมาก มาเรียนหนังสือ แล้วออกไปสัมภาษณ์ คิดประเด็นกันเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนที่ดีที่สุด เวลาเจอใคร เฮ้ยย น้องไปอะเดย์ให้ได้ ถ้ามีโอกาสมาสมัครงาน ลองดู เอาให้เข้าตาเขาให้ได้  แต่ว่าพี่เป็นคนทำงานได้ทีละอย่าง อย่างพี่ก้องงี้อ่ะ ทำงานด้วย แต่ก็ยังออกพ๊อกเก็ตบุ๊คส่วนตัวได้ ตอนที่เราทำเราก็รู้สึกอยากเขียนนะ  วัยมันได้แล้วล่ะ คือถ้าเลยวัยนี้แล้ว เรื่องก็จะผู้ใหญ่และ  อย่างตอนที่ออกจากอะเดย์มานี่ เราก็คิดว่าน่าจะไปเดินทางดีๆสักครั้งหนึ่ง และก็อินเดียวเลย อายุมากกว่านี้ไปอิเดียก็อาจจะไม่เหมือนเดิมและ เราก็อาจจะไปเดินสายไหว้เจ้าอะไรไป

-ทำไมถึงเลือกอินเดีย

                ความรู้สึกแรก ถ้าคนพูดถึงอินเดียมันก็ อี๋..อ่ะ แขกหลอกอ่ะน่ากลัว สกปรกเปล่า ห้องน้ำมีน้ำล้างเปล่า นั่นแหละความรู้สึกอย่างนี้แหละ อย่างนั้นถ้าเราไปเนี่ย เราก็จะแบบ แน่เหมือนกันนี่หว่า 

-เด็กติ๋ม

เพราะในสายตาเราเนี่ยตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า เราไม่เจ๋งเลยในหมู่มหาวิทยาลัย ตอนมัธยมเรายังรู้สึกอยู่บ้างนะ แต่พอมหาวิทยาลัยแล้วขั้ว หรือคุณค่าในการนับถือของเด็กผู้ชายมันเปลี่ยน ไปอ่ะ ตอนวชิราวุธเนี่ยเรายังเล่นกีฬา วิดพื้น แล้วคนอื่นก็แบบ เฮ้ย..ไอ้นี่มันเจ๋ง  แต่อย่างเด็กผู้ชายในมหาวิทยาลัยจะเห็นชัดเลยว่าคุณค่าใดๆที่คุณเคยมีในช่วงมัธยมอ่ะ เรียกว่าฟอแมตใหม่หมด มาเริ่มอยู่ที่นี่ใหม่  ถ้าอยู่กลุ่มเพื่อที่แบบกินเหล้า แล้วเราแบบ เฮ้ย เมื่อก่นเราภูมิใจที่พ่อแม่เรารักเราที่เราไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่อ่ะ  เธอจะกลายเป็น ติ๋ม อ่ะ  อี๋.. ทั้งๆที่เธอไม่สูบบุหรี่นะ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้านะ เอาเสื้อใส่ในกางเกงเยอะๆ ดุงขึ้นมาสูงๆ พ่อแม่ชอบมาก(ฮา)  แต่เป็นสิ่งที่พี่เจอในมหาวิทยาลัย  พี่อยู่หอการค้า  อย่างหอการค้า รังสิต กรุงเทพ เด็กเอกชินจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกับเด็กที่เรียนมหาลัยรัฐบาล อย่างรัฐบาลนี่เวลาใส่แว่น เรียนเก่งเป็นเนิร์ดๆเนี่ย  อยู่กลุ่มเดียวกัน ยังรู้สึกปลอดภัยบ้าง ยังหากลุ่มที่ปลอดภัยได้บ้าง  แต่ถ้าเราเคยอยู่ในกลุ่มที่แบบเคยเป็นเด็กดีอ่ะ แล้วมาอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนอ่ะ เอจะต้องปรับจูนบางอย่างอย่างมากเหมือนกัน เพื่อที่จะอยู่รอดกับพวกเค้าอย่างปลอดภัย

                คือบางที ติ๋ม มันไม่ใช่แค่ ลุค แค่เปลือกนอกเท่านั้นไง บางทีเราเห็นว่าไอ้นี่แม่งติ๋มจังเลย มันอาจจะใส่กางเกงสูงๆ  แต่เราว่าติ๋มในความหมายของเรามันคือแบบที่เราเจอ  คือบางทีคุณเชื่ออะไรบางอย่างแล้วคุณอยู่ผิดกลุ่มอ่ะ คุณกลายเป็นตัวกิ๊กก๊อกได้ ทันใดเลย ทั้งๆที่คุณก็รู้อยู่ว่า ไอ้สิ่งที่เรายึดถืออยู่มันก็เจ๋งนี่หว่า การไม่กินเหล้านี่มันดีนี่หว่า แต่เวลาคุณโดนแซว เฮ้ย..อย่าไปชวนไอ้นี่ให้มันกลับไปกินนม นอน เธอจ๋อยเลยนะ อย่างเวลาพ่อแม่แนะนำลูกกับใคร เออก็รู้สึกว่าทำให้พ่อแม่ปลื้มใจว่า ไอ้นี่มันไม่กินเหล้า ถ้าเธอโดนแซว 2 -3 ครั้ง เธอเสร็จ เธอมีทางเลือก 2 ทาง คือ ใครบอกกูไม่กล้า  เอามาเลย แล้วก้กินเยอะกว่าชาวบ้านเค้า กลายเป้นคุณติดเยอะกว่าไอ้คนที่ชวน หรือไม่คุณก็ต้องเป็นพวกตัวโดนกีดกัน แปลกแยกไป พี่น่ะ จะอยู่ในกลุ่มพวกกึ่งกลาง เราอยากอยู่ในชีวิตที่อยู่กับเพื่อนได้ด้วย เราก็ติดเพื่อนนะอยู่กับเพื่อน เพราะฉะนั้นเวลาโดนแซวงี้พี่ก็ไม่แฮ๊ปปี้หรอก แต่ก็ต้องไป เพราะเราอยู่ในกลุ่มมันสนุกอ่ะ  อยู่กับเพื่อนผู้ชายเฮฮา เจี๊ยวจ๊าว เฮฮา แทงบอล แต่เราไม่เอาหมดเลยไง  มันก็จะดูเป็นคนป๊อด เป็นคนอนามัย  โน่นนี่ มันก็เป็นภาวะจิตใจที่มองย้อนหลังแล้วมันดี ตอนนั้นมีทางหนึ่งก็คือเราสู้กับมัน กลืนไปกับกลุ่มแต่ก็ไม่กลืนมากเราก็มีชั้นเชิง  เหล้างี้เอามาเสริฟ ตั้งดองไว้บ้าง ทำจิบๆแล้วทำเททิ้ง มันก้อมี วิธีที่เราจะเอาตัวรอด เราก็รู้อ่ะว่าคนที่เผชิญกับปัญาอย่างเรามันมีอยู่อ่ะ

นั่นก็เป็นสาเหตุที่เลือกกอิเดีย นี่แหละนอกจากเล่าบรรยากาศของอินเดีย เราก็จะพบว่ามันเป็นหนังสือที่ พูดจากับคนที่เผชิญกับบรรบากาศแบบนี้เหมือนกันที่เรานิยามมันว่า เด็กติ๋ม

 

-ไปอินเดีย

                ตอนนั้นได้ตั๋วฟรี มาจากการสะสมไมล์ พ่อบินบ่อย พ่อเป็นนักข่าวมีชวนไปต่างประเทศบ้าง ด้วยงานของเขา ทำให้มีแต้มสะสมไมล์ สามารถโอนให้กับคนในครอบครัวได้ ซึ่งเราก็อยากเขียนหนังสือ และโควตานั้นมันก็กำลังจะหมดแล้ว เก็บเอาไว้ไม่ได้ เราก้ไปยึดครองมาเอามาเลือก ด้วยไมล์ที่ไม่มาก เลยทำได้แค่ไปเมื่อจีน หรือแถบๆนั้น โตเกียวไม่ไม่ได้ เซี่ยงไฮ้นี่ไปไม่ได้  ปางประเทศเราก็ไม่รุ้จักนะ เป็นเมืองในประเทศแบบอินดดอะไรอย่างงี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี่รู้จักอยู่ชื่อเดียวอ่ะ นิวเดลี อิเดีย นี่รู้จักดีที่สุดเลย และก็รู้จักมากับความคิดแรกของคน มันอี๋..อ่ะ  แต่พอนึกไปนึกมาแล้ว อันนี้แหละ ต้องอันนี้  ความคิดหนึ่งคือว่า ได้บัตรฟรีมาเนี่ย ไปที่ๆไม่อยากไป เพราะถ้ามีตังค์อ่ะ ไปที่ๆอยากไปดีกว่า เอาตังค์ไปซื้อที่ๆไม่อยากไปเนี่ย โกรธนะ ไม่คุ้มใช่ป่ะ ไหนๆได้ตั๋วฟรี ไปในที่ๆไม่อยากไปก่อน เพราะว่าถึงมีตังก้ไม่อยากไปอยู่ดี ก็คิดแค่นั้น แต่มันดีนะ พอกด fast forward กลับไปแล้วทริปนี้เป็นทริปที่ดีมาก แล้วเราก้จะกลับไปอินเดียซ้ำอีก มันเป็นที่ๆดีจริงๆ ไม่เคยรู้สึกเสียดาย และก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ไปอินเดีย

 

-ที่มาของการเขียนหนังสือ

                เราอ่ะไม่ใช่เด็กแบบอ่านหนังสือมาก่อน พี่เข้ามาเขียนหนังสือได้เนี่ย เพราะผู้หญิงหนึ่งคน ผู้หญิงมีอิทธิพลกับผู้ชายมาก เวลาที่ผู้หญิงชื่นชมอะไรเนี่ยนะ มันจะส่งแรงบางอย่างให้ผู้ชายอยากช่วงชิงสายตาแบบนั้นมาบ้าง คือถ้าเธออยู่ในกลุ่มที่ผู้หญิงไปกรี๊ด คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ปล่อยมือได้อ่ะนะ ผู้ชายจะไปหัดขี่มอเตอร์ไซค์ปล่อยมือได้ พอดีผู้หญิงที่ไปเจอสายตานั้นน่ะเขาชอบคนอ่านหนังสือ คนเขียนหนังสือ คุยกับประภาสของ ประภาส ชลศรานนท์

 

เขาก็ชอบมาก แนะนำให้เราอ่าน เราก็แบบไม่เคยอ่านหนังสือ พี่ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือมากอ่ะนะ เป็นเด็กชอบดูทีวีแบบเด็กไทยอ่ะ ไม่ได้อยู่ในสังคมการอ่าน แต่อยุ่ในสังคมการฟัง การพูดการดูอะไรอย่างนี้ นี่หรอเจ๋ง ไหน..ขออ่านดูหน่อย  แล้วก็คือหนังสือเล่มแรกที่ตั้งใจอ่านจริงๆแล้วก็ตะลึง พลังมันแรงมาก ซัดเข้ามาใส่แบบ เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงชอบ เขาคือใครอ่ะ เราไม่รู้จักเขาเลยนะ เราไม่รู้จักประวัติเขาก่อนอ่ะ ฉันจะต้องชนะคนนี้ให้ได้อ่ะ  ปากกล้ามากเลยนะ เหมือนเด้กอนุบาลไปท้าต่อยกับพวกนักมวยอ่ะ เฮ้ย สุดยอด จะแย่งชิงสายตาแบบนั้นให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์เกิดตอนปี 3 ใน มหาลัย ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านคืนเดียวจบเลยอ่ะ แล้ว แบบ ชอบมาก เป็นแค่หนังสือคอลัมน์ตอบปัญหาเองนะ แต่มันส่งผลกับเราแบบรุนแรง ก็อยากทำเซอรืไพว์เค้าด้วยการคิด แล้วก็เขียนอะไรบางอย่าง และก้ไปมีผลงานปรากฏอยู่บนหนังสือพิมพ์โชว์เค้าให้ได้ อันนี้คือความตั้งใจของเรา ใช้เวลาหลังจากนั้นอีกพักใหญ่ เราก็มีงานเขียนลงหนังสือพิมพ์ได้  คือตอนหนังหนังสือพิมพ์เขามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเปิดคอลัมน์ใหม่ เราก็ทำพอร์ทงานเขียนไว้หลายชิ้น แล้วก็ส่งไปให้ บก.พิจารณา เค้าก้คัดทิ้งไปซะส่วนใหย่นะ แต่ก็มีชิ้นหนึ่งที่เค้าคิดว่าน่าสนใจ ให้ไปลองเขียนแบบนั้นมาอีก 3-5 ชิ้น เราก็กลับมาเขียน

จากจุดนั้นมันนำเราไปสู้หลายๆอย่าง นอกจากมีพื้นที่ในหนังสือพิมพ์แล้วเนี่ย มันก็นำมาสู่การรวบรวมเป็นคอลัมน์  ทำให้เราได้รู้จักพี่จุ้ย มันดีนะกับการที่เราริเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเรา ด้วยสัญชาตญาณว่ามันต้องดีแน่ๆเลย  เราทำมันอ่ะ โดยทั้งทีไม่รู้เลยว่า มันจะนำไปสู่อ่ะไรอ่ะนะ เหมือนกับเราตัดสินใจเดินทางอ่ะ การเดินทาง เราก็ไม่รู้หรอกว่า อินเดียมันจะนำเราไปสู่อะไร เราอาจจะไม่ชอบก็ได้ เราก็รู้ว่ามันไม่ชอบแต่เราจะลองไปดู จากวันนั้นถึงวันนี้อินเดียมันก็มาเรามาไกลมากเลย จากการอยากเอาชนะสายตา ทำให้เราอยากอ่านหนังสือ อยากเขียนหนังสือ เวลาไปเสนอ บก.เขาก้ไม่เอาบางส่วน อย่างชิ้นนี้อ่ะ พอได้ แต่ไม่เอาหรอกนะ แค่พอใช้ได้ เอาอารมณ์ประมาณนี้มาอีก เราก้อจัดให้  ทำอย่างมุ่งมั่น แล้วก็มาถึงวันที่เราเซอร์ไพรซ์เค้าด้วยการมานั่งอย่างนี้อ่ะ เอาหนังสือพิมพ์มา ลองเปิดๆ ดูๆ ลองอ่านนี่หน่อยดิ ใช้นามปากกาใบพัด เป็นไง ใครก็ไม่รู้แต่ลองอ่านดู แล้วเธอก้อจะได้เห็นแบบ เห็นผู้ชมของเธอต่อหน้าต่อตาแบบนี้อ่ะนะ คือแบบปกติงานเขียนมันจะเป็นแบบ คนหนึ่งเขียนในห้องสี่เหลี่ยม คนหนึ่งอ่านในห้องสี่เหลี่ยม มันจะไม่ได้เจอกันหรอก แต่นี่เป้นการหลอกให้เราเจอหน้าผู้ชมด้วยตัวเองไง เขาก็อ่านนะมียิ้ม เราก็ถามเป็นไงบ้าง เขาเขียนเป็นไงบ้าง เขาก็บอกว่าดีนะ ใช้ได้

-ไอดอล

                ของ ประภาส ชลศรานนท์ ก็เป็นไอดอล แต่เราก้อไม่ได้มีแค่คนเดียว  ในระยะเวลาหนึ่ง ไอดอลก็เป็นอีกคน เมื่อพัฒนาต่อเนื่อมา พี่จุ้ยก้เป็นไอดอล พี่โหน่งก้เป็นไอดอล หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจ นักกีฬา นักธุรกิจที่เราเคยไปสัมภาษณ์ เขาสามารถเป็นพลัง เป็นไอดอลของเราได้ในแต่ละช่วงเวลา

 

-นามปากกาใบพัด

                ตอนนั้นเนี่ย หลังจากอยากชนะใจผู้หญิงใช่มะ  วิธีเดียวที่เราคิด คือการที่จะเป็นนักเขียนโดยใช้ความสามารถนี่มันใช้เวลานานไง แต่การเป็นนักเขียนโดยมีนามปากกามันง่ายสุดแล้วอ่ะ เลยเอาอันนี้ก่อน ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าการจะเป็นนักเขียนได้เร็วที่สุดคือการมีนามปากกาก่อน ทุเรศมากเลยอ่ะ  เหมือนอยากเป็นนักร้องแล้วซื้อเสื้อผ้ามาใส่ก่อน แทนที่จะฝึกซ้อมการร้องเพลง เป็นวิธีที่ไม่ถูกหรอกแต่คิดก่อน ตอนนั้นก็อยากได้แค่ชื่อแค่แบบเรียกง่ายๆ ชื่อจริง เรามัน ภานุมาศ  ทองธนากุล มันยาวไปหน่อย หลักการที่ตั้งนามปปากกานี่ไม่ได้มีอะไรหรอก ชื่อมันเกิดจากที่เรานึกคำนี้ได้แล้ว ก็เก๋ดี เลยเอามาใช้  และหลังจากนั้นค่อยเข้าไปแถความหมายเอาเองให้ดูปรัชญา ดูเลิศหรูอะไรได้เอง  ซึ่งมันก็ได้ปรัชญาที่เก๋มาก เราก็จะเขียนในหนังสือไว้ว่า ใบพัดอ่ะ ถ้าเอเห็นนะ มันมีอยู่รอบตัวเราอ่ะ เห็นเยอะมากเลย ตู้แอร์ก็มี ใบพัดเรือหางยาวก้มมี ใบพัดอยู่ในเครื่องปั่นน้ำเข้านาก็มี มีอยู่หลายที่มากเลย แต่ใบพัดอ่ะ มันหมุนไม่ได้ด้วยตัวเอง ถ้าเรารู้สึกอ่ะนะ มันอยู่ในหลายที่ก็จริง แต่มันหมุนได้ด้วยตัวเองไม่ได้เลย มันหมุนด้วยแรงลม หมุนด้วยแรงมอเตอร์ หมุนด้วยแรงไฟฟ้า หมุนด้วยแรงที่คนมาเป่าเล่น เอานิ้วปัด มันหมุนได้ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ เมื่อมันเกิดพลังงานเมื่อมันหมุนแล้วอ่ะ มันจะเอามาทำประโยชน์ได้ คนมีมันเพื่อนเอามันไปทำประโยชน์หลายอย่างเช่น ทำให้เกิดความเร็ว ทำให้เกิดลม เย็นๆ ทำให้เกิดพลังงานบางอย่าง  เราก็บอกว่าเรามาเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังน้อยอ่ะ  เราไม่ได้ฉลาดมากหรอก เราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือด้วย ประสบการณ์ก้น้อย เราก็เหมือนใบพัดและกัน เอาเป็นว่าเราเป็นสื่อกลาง เราหมุนด้วยตัวเองไม่ได้  เอาไว้เวลาที่เราไปเจอคนสัมภาษณ์ ที่เค้าฉลาดๆ แล้วเราเจอเกร็ดดีๆที่จะสามารถเอามาเล่าต่อ จากการเดินทาง เราอ่านหนังสือดีๆ  นั่นแหละมันจะถูกแรงบางอย่างที่ทำให้หมุน  แล้วคนอ่านก็จะได้ลมเย็นๆ พลังแห่งความสร้างสรรค์บางอย่าง แต่อย่างบางคนถามแล้วเราไม่มีเวลาตอบยาวๆ เราก้จะตอบว่าตั้งตามชื่อถนน อย่างถ้าคุยกับพี่ก้อง(ทรงกลด บางยี่ขัน) เขาก็จะแซวว่า เต้ยครับ นั่นมัน บายพาสครับ

 

-ถ้าไม่ได้เป็นนักเขียนทำอะไรอยู่

                อาจจะทำงานด้านการเงิน พี่ชอบการเงินมากเลยนะ บริหารเงิน อะไรแบบนี้ชอบมาก ถ้าเรามีเงินก้อนใหญ่ๆมากให้เราบริหารเราจะสนุกมาก ซึ่งปกติเราชอบทำอยู่นะ คือาชีพนักเขียนนี่ อาชีพนนี้จะคัดกรองร่อนตระแกรงเอาคนที่ ไม่ได้รักจริงๆออกไป เพราะเมื่อเขาทำอยู่สักพักหนึ่งเขาก้จะรู้แล้วว่า อะไรกันให้เงินฉันชิ้นละ  พันเดียวเองหรอ เขียนตั้งนาน  สมมติว่าจะมาสัมภาษณ์นี่เราต้องเตรียมคำถาม ต้องนัดคนสัมภาษณ์ อัดเทป กลับไปต้องถอดเทปอีก เขียนมาบางทีนี่ พันหนึ่ง สองพัน อาศัยทำเยอะ คือเราต้องรักจริงๆ แต่คือคำว่าอาชีพนี่ เราต้องอยู่ได้ด้วยเงิน  อาชีพนี้โดยธรรมชาติมันอ่ะ คนเขาก็จะคิดว่า เป็นนักไส้แห้งอะไรนั่น ในยุคนี้อาจจะมีคนบางคนที่ทำเงินจากการเป็นนักเขียนได้เยอะ ก็จริงแต่ ส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่อาชีพที่จะอยุ่ได้ในระยะยาวๆ ฉันั้นทางที่จะแก้ได้อย่างพี่นี้ก็คือ บริหารเงิน เราอยู่บ้าน เราประหยัดอย่างนี้อ่ะ บริหารจัดการ ทำให้มันงอกเงยอ่ะนะ ฝากธนาคารที่โน่น ที่นี่อะไรอ่ะนะ เป็นต้น  แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้เป็นนักเขียนนะ บริหารเงินนี่สนุกมากเลย 

 

-ชอบเที่ยว

                ชอบเที่ยวแต่ก้ไม่ได้ชอบแบบออกทุกวัน มันก็มีโมเมนต์ที่แบบว่า ไปแล้วคิดถึงบ้านนิดนึง  กลับมาบ้านแล้วมีคนต้อนรับหน่อย คือปกติอยู่บ้านทั้งวันไง  เริ่มรำคานไง เห็นกันบ่อยๆ นอนก่อกแก่ก อยู่บ้านอย่างนี้ อยากมีบรรยากาศแบบกลับมาบ้าน หิ้วกระเป๋ากลับมาบ้าน แล้วแม่คิดถึงอะไรอย่างงี้  อย่างอยู่กรุงเทพก้เดินทางใกล้และกัน ทำความรู้จักตัวเอง ทำความรู้จักกับปรากฏการณ์บางอย่าง  แล้วก็ค่อยหาเวลาไปเดินทางไกลอยู่ ปีหนึ่งให้ได้แม็ทใหญ่สักครั้งมันก็น่าจะดี  แบบออกจากบ้านไปเดือนหนึ่งเลย อย่างน้อย 2 อาทิตย์จะดี

 

-สำนักพิพ์ให้ตัง อยากไปไหน

                ตอนนี้อยากไปอเมริกา พี่ว่าการเดินทางถ้าได้หลายแบบจะดีมาก คือถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเราชอบสุขสบายอย่างนี้ แต่ให้คุณลองดูว่ ถ้าเราไปญี่ปุ่น เห็นอารมณ์ ความเป็นไปของประเทศเจริญในแบบเอชียแบบนั้นนะ ไปซักหลายๆครั้งเนี่ย เราก็เริ่มมีความคิดแบบว่า แน่จริงไปภูมิภาคอื่นของโลกดูสิ เหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา ทั้งที่บ้านเราไม่ได้สวยเลย ทั้งๆที่บ้านเขาสวยมากเลย ทำไมฝรั่งติดใจมาก เขามาดูอะไร อารมณ์ประมาณนี้ เราได้ไปเห็นอินเดีย ซึ่งมันมีบางอย่างแตกต่างกับบ้านเราเยอะ พี่ได้ไปอิตาลี ฟินด์แลนด์ ล่าสุดก็ไปเยอรมัน นี่ก็เป็นภูมิภาคต่างๆที่ได้เคยลองไปแล้ว  อเมริกาก็เป็นโซนหนึ่งที่อยากไป ถ้าพูดถึงมีคนให้เงินมา แอฟริกานี่พี่ยังไม่อยากไป เก็บไว้หลังๆหน่อย  ไม่ได้มี พื้นความรู้เยอะขนาดนั้น แต่กับอเมริกา เรารู้จักผ่านทางสื่อ มันมีมุมที่อยากไปเห็นมากๆเลย

 

-ถ้าไม่ได้ไปเปลี่ยนเครื่องที่ฟินแลนด์ งานเขียนที่ออกมาจะแตกต่างกันมากไหม

                แตกต่างเลย พี่ว่า ไม่ใช่แค่ไปเปลี่ยนเครื่องที่ฟินแลนด์นะ แค่พอมีคนชวนไปเจอเพื่อที่ต่างประเทศ  ชวนให้เราไปทำอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ไป พี่ว่าชีวิตเราหลังจากนั้นจะเปลี่ยนหมดเลย เราเชื่อในชะตาของคนเราอ่ะ เมื่อเราเริ่มทำอย่างหนึ่ง เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปหมดเลยอ่ะ  เช่น อย่างวันนี้นะ ถ้าถ้าพี่ไม่มาสัมภาษณ์ ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปเราก็ไม่เจอกัน ฉะนั้นความน่าสนใจอย่างหนึ่งในการเดินทางของเราคือ เป็น Yes man  อ่ะ ปักธงไว้เลย ลองดูถ้ามีใครชวนทำอะไรนะเราไปหมดเลย ชวนไปเล่นกีตาร์ข้างถนนไหม เราก็ไป  เราก็กลัว แต่เราก็อยากไป เค้าชวนมาทำอะเดย์ เราก็ไป จริงๆก็ไปแบบ งงๆอ่ะน่ะ เพราะว่าเราอยากทำหนังสือ แต่เราก็ไป เพราะว่าเราตัดสินใจ มันก็เลยพาชีวิตไปแบบนี้

 

-ชื่อล้อนิ้วกลม เคย ถามไหม

                เขาไม่เคยถามอ่ะ แต่เค้าค้อน(หัวเราะ) มึงเล่นกูซะและ  คล้ายกับคอนเซ็ปต์เล่มแรกอ่ะ มันก็ไปกวนตีนชาวบ้านเค้าอ่ะ โตเกียวไม่มีขาเป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเรากวนนี่คนก็จะรู้จัก การจะล้อเลียนหลักการอย่างหนึ่งก็ควรจะ ล้อเลียนในสิ่งที่คนอื่นก็น่าจะร่วมตลกได้ด้วย

 

-ทำไมต้องแยกเป็น 2 ตัวตน พี่เต้ย-ใบพัด

                ถ้าเกิดคนอ่านอาจจะรู้สึกว่า มีพี่เต้ยอีกคนหนึ่ง วิธีที่ปลอดภัยของพี่ก็คือ เป็นชื่ออื่นไปเลย เป็นชื่ออาร์ท ชื่ออะไรไปก้ได้ที่ ไม่ให้คนอ่านเชื่อมโยงไปว่าเป็นตัวละครที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนอ่านจะได้ สองอรรถรส คือ ถ้าคนอ่านอารมณ์แรกแล้วคิดว่าเค้ามีจริงก็จะเป็นอีกฟีลหนึ่ง หรือว่าถ้าเธออ่านแล้วเธอแกะออก จริงๆพี่ก็ไม่ได้ปิดหรอก แต่ในที่สุดเธอก็รู้ว่า ใบพัดชื่อเล่น ชื่อเต้ยนี่ ก็แบบ ปุ๊บๆ... อ๋อมึงเล่นกูซะแล้ว ทำไมเราถึงใช้สูตรนี้รู้ไหม มันก็เหมือนบรรยากาศของเราที่มหาลัยอ่ะ ภายใต้ตัวตนหนึ่งของเราที่แบบ เฮ้ยย.ไปกินเหล้า ไปๆๆ..ไปดิ ทำไมเราจะไม่กล้า แต่ในใจเอาจจะคิดว่าไปทำไมไม่อยากไปเลย แต่เราไม่กล้าพูดออกมา มนุษย์ทุกคนมีอย่างนี้  มนุษย์ทุกคนมีหน้ากากของตัวเอง หัวหน้าด่ามาเราก็โกรธมาก ในใจมันก็มีความรู้สึกแบบมึง ไอ้เลว อะไรอย่างนี้  คิดในใจ แต่ปากเราก็พูกออกมาว่า ครับ ได้ครับผมทุกคนมีอย่างนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องของการที่พูดคำวา ตีสองหน้า หน้าไหว้หลังหลอก ไม่ใช่อย่างนั้น ลองนึกดูโลกที่มนุษย์ ไม่มีหน้ากากอ่ะ มนุษย์พูดทุกอย่างที่ตัวเองคิดหมดเลย พี่ว่าแย่นะ ใครพูดอะไร แล้วเรารู้สึกอะไรก็พูดออกไปเลยเนี่ย มันจะเกิดความขัดแย้ง  โลกมันจะปะทะกันตลอด พี่ว่ากลไกนี้ของมนุษย์มันก็แปลกดีเหมือนกัน มันก็เป็นการคานกัน การสู้กันของสองสิ่งอ่ะแหละ อยุ่ที่ว่าเธอจะจัดการอย่างไร

 

-เจ้าชัยน้อย

            เจ้าชายน้อยนี่เริ่มจากเหรียญบาท 2 เหรียญ เวลาอยู่ป้ายรถเมล์เคยเห็นผู้ชายเอาเหรีญบาทเอาแนบๆแก้มไหม  มันจะเอาไว้ถอนสิ่งที่ไม่ต้องการในชีวิตออกไปอ่ะ เราเห็นแล้วแบบ เฮ้ยย...แม่งเจ๋งอ่ะ  คือมันไม่มีใครพกแหนบในชีวิตอ่ะ แบบ ทำไรอ่ะ เอ้านี่แหนบกูพกมา พกยาดมก็แปลกแล้วนะ  คือเราแปลกใจอ่ะ นี่มึงพกแหนบมาเลยหรอ  แล้วมันใช้เหรียญบาท 2 อันถอนสิ่งที่รำคาน คือมันถอนไม่ได้อ่ะ เหรียญบาทเนี่ย เราชอบการใช้ของที่ไม่ตรงคุณสมบัติ ชอบมุมนี้นะ มันเพี้ยนดีอ่ะ อย่างที่เราเคยเขียนในฟินด์แลนด์อ่ะ น้ำยาอุทัย เขามีไว้หยดน้ำเอาไปทาแก้ม แล้วดังด้วย กลายเป็นธุรกิจน้ำยาอุทัย ตอนนี้เขาขายไม่มีใครเอามาหยดน้ำแล้ว เอาไปทาแก้มกันหมด หรือแม้แต่น้ำมันพืช เอาไปหยอดตะเกียงที่ทำบุญ เห็นแล้วแบบ โอ้โห...พี่นี่คือจุดเริ่มต้น การใช้ของที่ไม่ตรงคุณสมบัติ แล้วเอาตัวรอดได้ แล้ว ทำได้ดี ส่วนชื่อเจ้าชายน้อยนั้น มาแบบนาทีท้าเลย คิดแล้วก็เอาเลย  ตอนนั้นตัวเอกอยากได้ชื่อแบบกระแดะๆหน่อย ซันไชน์ สัญชัย คือเรื่องบางเรื่องนี่ถามย้อนว่าเกิดได้อย่างไรบางทีเราก็ตอบไม่ได้ คือมันเรื่อยๆอ่ะ กวนตีนไปเรื่อยๆ

 

-ไปถึงยอดเขาแบบสัญชัยหรือยัง

                ถึงแล้วนะ การมีพ๊อกเก็ตบุ๊คเป็นความฝันของเรา ครั้งหนึ่งการมีบทความลงหนังสือพิมพ์เนี่ย  เราก็ตักเก็บแล้วก็เคลือบพลาสติกเอามาชื่นชม เอามาดูอยู่บ่อยๆ นี่คือภูเขาแล้วล่ะ  เพียงแต่ว่าภูเขามันไม่ได้มีลูกเดียว มันไม่ได้มีลูกใหญ่ในชีวิตที่แบบว่าขึ้นแล้วจบแล้ว มันมีลูกเล็ก ลูกเล็ก แล้วก็ลูกใหญ่ แล้วก็ลูกเล็ก ลูกเล็กไปเรื่อยๆ อ่ะ คล้ายกับชีวิตคือการเดินขึ้นเขา  ลงเขา ขึ้นเขา ลงเขา  เราก็ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ  และมันสนุกอ่ะ นึกถึงการเตรียมเสบียง  การวางแผนเส้นทาง มันมีการวางแผนอยู่เรื่อยๆอ่ะ ล่าสุดพี่กลับจากเยอรมัน ก็คือเขียนเยอรมันอยู่ แต่ตอนนี้ก็คิดโปรเจคถัดจากเยอรมันไปแล้วอ่ะ นึกแล้วก็หัวเราะเองแบบมันสนุกอ่ะ  แล้วก็เตรียมแผนเล่นงานอารมณ์คนอ่านไปเรื่อยๆด้วยนะ

                หลังจากที่เลือกเส้นทางนี้เป็นอาชีพแล้วเนี่ย เราต้องมีการวางแผน อย่างจบเล่มนี้ เราค่อยมานั่งคิดใหม่บางทีก็ไม่ทัน เราก็คิดไว้ว่า จบเยอรมันปุ๊บ ต่อด้วยอันนี้ สนุกดี

-สเหน๋

                อยากให้อ่านแล้วแบบสนุกอ่ะ ในความรู้สึกเราเราแบบอยากสร้างสวนสนุกในรูปแบบหนังสือนี่ไง คือ ถ้าเราทำความเข้าใจนะ สวนสนุกต่างประเทศนี่เค้าแบบทำงาน วางแผนกันอย่างจริงจังว่า คนเดินเข้าประตูมาแล้วจะเจออะไรบ้าง บ้านผีสิง  อย่างสมมติว่าหลอกเธอนั่งเนี่ย มันจะเล่นงานเธอยังไง  การวางแผนต่างๆนี่มันคิดมาแล้ว  อย่าเส้นทางบนรถไฟเหาะนี่มันคิดนะ มันจะให้เธอเนิบๆมาก่อน ขึ้นช้าๆ ลงมาแล้วเหวี่ยงแรงๆ เพาะฉะนั้นถ้าเรามีความคิดนี้ตั้งแต่แรกอ่ะ หนังสือเราเนี่ย เราจะคุมอยู่ อย่างเข้ามาแล้วจะเจอตรงนี้ก่อน เธอหลบปุ๊บ จะเจอเรายิงอยู่ตรงนี้ อย่างเจ้าชายน้อย ก็จะมีจุดบางอย่างที่เราจะหลอกๆแล้วก็จะมีซัดบางจุด อย่างตอนที่เอาห่อผ้ามาเปลี่ยนให้ เขาหยิบห่อผิดมาตลอด ห่อนั้นมีแต่ขยะ  เราก็รู้ว่าลองหลอกให้เป็นอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวค่อยซัด ว่านั่นอ่ะ มันเป็นขยะหมดเลย เพื่อไปส่งแมสเซสบางอย่างว่า เฮ้ย มึงรอดมาได้ยังไงวะ  แล้วแมสเซซ มันก็ออกมาว่า ถึงแม้มันจะไม่ใช่ของวิเศษ แต่ถ้ามันช่วยให้เราผ่านวิกฤษติ ได้ มันก็วิเศษแล้ว นั่นคือเป็นสิ่งที่แบบตั้งใจ มันก็เป็นกระบวนการวางแผนอ่ะนะ เป็นนักวางแผนเหมือนกันง่ายๆ

 

-อุปสรรค

                พี่ว่าเราต้องประคองชีวิตไปด้วยอ่ะ  ลำพังประคองงานก็คือ เตรียมวางแผนสวนสนุก อันนี้ให้ไปตลอดรอดฝั่งแล้วเนี่ย นอกจากนี้คือการกินอยู่ พี่ว่าหลายคนไม่มีความสุขกับวิชาชีพนี้ก้ตรงนี้อ่ะ อะไรกันกำลังคิดสนุกๆอยุ่เลย ท้องมันหิวอีกแล้ว ถ้ามีลูกก็ต้องจ่ายค่าเทอมอีกและ  ค่าผ่อนบ้านอีกและ เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายโน่นมานี่มามันวุ่นวาย เขาก็จะหยุดทำสวนสนุกของเขา มาเขียนบทความสักชิ้นหนึ่ง หรือ 20 ชิ้น เพื่อจะได้เงินมาก้อนหนึ่ง  ประเทศของเราน่าจะแบบให้กำลังใจนักเขียน ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ให้แบบ นักเขียนเขาอยู่ได้จริงๆนะ พี่ยังรู้สึกเลยว่ะ และถ้าเขาป่วยอ่ะ เขาจะทำไง  ถ้านักเขียนไม่ได้ดูแล ไม่ได้เก็บเงินมาตลอดงี้อ่ะ คืองานนักเขียนมันเป็นงานที่สรีระผิดอ่ะ นั่งเขียนทั้งวันไม่ได้ออกกำลังกาย มันมีแนวโน้มจะป่วย ในอายุมากอ่ะ พี่ว่าเนี่ยแหละคืออุปสรรค พี่ว่าไม่ใช่ของพี่อ่ะ แต่เป็นของนักเขียนทุกคน ถ้าคุณมีโอกาสนี่คุณก็ไปทำอาชีพอื่น อย่างเอ๋(นิ้วกลม) เขาก็ไปเป็นผู้กำกับ  ทรงศีลก็สอนหนังสือ ทรงกลดก็เป็น บก .แต่เผอิญพี่เขียนหนังสือ และเลี้ยงเงิน คือบริหารเงินไปด้วย  เราจะไม่เอาวิชาชีพการเขียนไปทำมาหากิน เพราะเราทำไม่ได้หรอก เงินไม่ได้เยอะหรอก แต่เราไปทำอย่างอื่นดีกว่า

 

-เกิดแล้ว

                อืม..(นิ่งคิดไปซักพัก) มีคนทักบนรถเมลล์ คือเรานั่งรถเมลล์บ่อยมากตอนนี้ก็ยังนั่งเพราะเราไม่ได้ขับรถ  แต่ก่อนเรามีความรู้สึกว่าอาณาจักรของเราในสัปดาห์หนังสืออ่ะ มันคืออาณาจักรของเรา  ปีหนึ่งมี 2 ครั้งอ่ะ สำหรับคนทำงานเขียน คนออกพ๊อกเก็ตบุ๊คเนี่ยนะ  วันอื่นๆเราก็เป็นเด็กก๊อกแก๊กอ่ะ แต่พอในงานสัปดาห์หนังสือมันเป็นงานของเรา ไม่ว่าช่วงนั้นยุ่งยังไง ควรจะปลีกตัวไปยืนดูหนังสือตัวเองที่กำลังออกใหม่ ไปแอบยืนดูคนหยิบหนังสือเปิดแล้วก็ชี้ๆให้เพื่อนดูว่า ตรงนี้ตลกเคยอ่านมาแล้วอย่างเนี้ย นั่นแหละ คือความสำเร็จ ยิ่งใหญ่แล้วนะ  แต่ถ้าให้ตอบว่าเกิดเนี่ยนะ บนรถเมล์  คือในสัปดาห์หนังสือ พื้นที่ ในบูท อะเดย์เนี่ย ในนั้นอาจจะมีคนมาขอลายเซ็น  มีคนมาทักทายว่า ตรงนี้ตลกนะ แต่พอเดินออกมาจากบูทอะเดย์มาประมาณ 3 ก้าวอ่ะนะ เธอก็จะโดนเหยียบเท้า โดนชน ตามปกติเหมือนคนมาร่วมงานคนอื่นทั่วไป บนรถเมลล์นี่มันทำให้เราแบบเซอร์ไพรซ์มากเลยอ่ะ คือแบบเค้าจำเราได้ อาจจะไปเจอกันในงานสัปดาห์หนังสือ หรือเคยอ่านงานเราอะไรอย่างนี้

 นั่งข้างๆกันแล้วก็แบบมามองๆเรา เรายังกลัวเลยอ่ะ  แต่เราก็ทำเป็นมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ไม่เชื่อว่ามีใครรู้จักเราหรอ แล้วก็มีการทักทาย พี่ใช่พี่ใบพัดหรือเปล่า เคยอ่านงานนะ เออ ก็เป็นความรู้สึกที่มัน.. แต่ถ้าความรู้สึกเรื่องเกิดเนี่ยนะ มันสม่ำเสมอตั้งแต่ตอนที่เราออกพ็อคเก็ตบุ๊ค เล่มหนึ่งมีคนซื้อให้เราก็รู้สึกเกดมากแล้ว การที่มีคนซื้อหนังสือของเราอ่ะนะ เล่มแรกในชีวิต พี่จะจำได้ว่า บางเล่มนะ ที่หนังสือออกจากโรงพิมพ์แล้วไปวางขายที่สัปดาห์หนังสืออย่างเนี้ย เราก้ไปให้เร็วที่สุด ไปขอลายเซ็นเค้า ไปขอลายเซ็นคนที่ซื้อหนังสือเราเล่มแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะไปไม่ค่อยทันหรอก มีทันอยู่เล่มหนึ่ง  และก็บอกขอบคุณมากเลย มันเหมือนให้เกียรติกันอ่ะ จริงๆนะ โลกนี้เป็นโลกที่แบบว่าไม่ได้ขาดแคลนสินค้าอ่ะ หนังสือมีกี่เล่มอ่ะ มีกี่ปกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีเป้นล้านๆเล่มอ่ะ เค้าซื้อเราทำไม ถึงวันนี้ก้ยังเคารพคนอ่าน แล้วก็ต้องทำงานให้ดี คือมันไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่า เฮ้ยวันนี้มีคนชอบงานคุณชิ้นนี้จังเลย แล้ววันรุ่งขึ้นคุณจะมีภูมิต้านทานให้เค้าไม่ด่าได้เวลาคุณเขียนอะไรส่งเดชไป คุณทำให้เขาไม่สนุก คุณทำให้เขาเสียเวลา เสียดายเงินนะ เขาก็เอาหนังสือเขวี้ยงคุณและก็ด่าคุณให้ เขาก็ด่าคุณได้โดยไม่มีเครื่องป้องกันหรอก ถ้าคุณทำงานไม่รับผิดชอบนะ เค้าก็พร้อมที่จะด่าคุณ  หน้าที่นักเขียนก็ประมาณนี้แหละ เคารพคนอ่าน และคนอ่านก็จะเคารพเรา

 

-คติ

                เป็นของดาไลลามะ และกัน ปัญหาถ้ามันแก้ได้ ก้ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าแก้ได้ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ชีวิตเนี่ยนะ ถ้าทำอะไรให้มันดีขึ้นได้ก็ทำเลย  อย่าบ่น ทำเหอะ เขียนหนังสือ ยากจังเลย มานั่งบ่น อย่ามาบ่น ถ้าเราทำไม่ได้ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เอาไปอ่านหนังสือ ไปเดินทาง ไปดูว่าคนเก่งที่เขาสร้างงานดีๆ นี่เขาทำกันยังไง  

 

-สับสน

                ฟินแลนด์ แต่จริงๆมันก็ไม่ใช่สินค้าทดแทนกันหรอก คนอ่านก็จะรู้ ว่าปกติหนังสือ 2-3 เล่มที่เราล้อเลียนอ่ะ เราก็ไม่เคยที่จะไปแตะเนื้อหา เราค่อนข้างที่จะเคารพด้วยซ้ำ การเลือก เราเลือกมาเพราะถูกคนยอมรับ ในระดับที่พอสมควร เพื่อบอกรู้ว่าคุณน่ะ เจ๋งมาก เรามาแซวคุณ แต่ในเนื้อหา เราไม่ได้แตะต้อง  คงแล้วแต่ความชอบมากกว่า ชอบแบบไหนก้เอาแบบนั้น

 

-แล้วจะเขียนท่องเที่ยวไปถึงไหน

                จริงๆที่เราไปเที่ยวเราก็ไม่ได้เขียนทุกครั้งนะ มีหลายครั้งที่ไม่ได้เขียน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เขียน แต่มันก็เป็นการสะสม เป็นหลักคิดบางอย่าง  อย่างที่บอกอยากให้เชื่อที่สัญชาติญาณ ทำไปก่อน แล้วมันจะดึงมาช่วยกันเองโดยที่เราไม่รู้ตัว

-ถ้าสมมติว่า ใบพัดเป็นเด็กคนหนึ่ง กี่ขวบ

                อาจจะเหมือน เบนจามิน บัตตัน อ่ะ เด็กลงเรื่อย เราจะรู้สึกว่างานเขียนแรกๆ เราแก่มากเลยอ่ะ มันเป็นปมด้อย เราเริ่มเขียนหนังสือตอนอายุน้อย กลัวว่าเราจะเผยความโง่ออกไป แต่ไม่รุ้ว่า การอวดฉลาดนั้น คือการอวดความโง่ หลังจากนั้นผ่านมาก็สมวัยมาก ก็ติ๊งต๊องแบบนี้แหละ ก็จะมีมุมที่ได้หลักคิดดีๆมา เราก็จำทำให้เด็กสติปัญญาแบบเราเนี่ยแหละเข้าใจง่าย ไม่เห็นจะต้องยากเลย ถ้าเรื่องบางเรื่องเรารู้ว่ามันเจ๋ง ไม่เห็นจะต้องใช้คำยากๆเลย  คนอื่นก็ไม่เข้าใจอ่ะ

 

-ผลงานต่อไป

            เยอรมัน  ก็ยังมีพี่เต้ยอยู่เหมือนเดิม

 

-

 

แรงส์

posted on 29 Jan 2009 09:49 by tamtammai

 

 

เป็นไรไม่รุ้โคตรชอบคำนี้เลยยยยยยยยยยยยยยย  อ่าๆๆๆๆ 

 

เคย สงสัยกันบ้างมั้ยค่ะว่า ทำไม บางทีในวันคริสต์มาสนั้น แทนที่จะเขียนว่า "Merry Christmas" แต่กลับเขียนว่า "Merry X'mas / Merry Xmas" มาค่ะวันนี้เรามีเฉลย


เป็นที่ทราบกันดีว่า "X'mas" นั้นมีความหมายถึง "Christmas" ซึ่งคำว่า "X'mas" นั้นถือว่าเป็นคำย่อของคำว่า คริสต์ ซึ่ง
คำว่า Christ นั้น ภาษากรีกใช้คำว่า Christmas และพยัญชนะ ch ของกรีกเท่ากับพยัญชนะ x ฉะนั้น x จึงกลายเป็นคำย่อของ Christ โดยเฉพาะ


ซึ่ง แต่แรกเริ่มนั้นก็เขียนว่า "Christmas" กันตามปกติ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็เริ่มมีการนำเอาคำว่า "X'mas" มาใช้แทน ซึ่งจากหลักฐานปรากฎว่า การใช้ "X"
เป็นคำย่อแทนคำว่า "Christ"นั้นปรากฎครั้งแรกไม่เกิน .ศ. 1100 และคำว่า "X'mas" ปรากฎขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1551


จะว่าไปคำว่า "X'mas" ถือได้ว่าเป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาเท่าไหร่นัก สำหรับชาวต่างชาติบางคนที่เคร่งครัดการใช้ภาษาจริง ๆ อาจจะไม่ใช้คำนี้กัน แต่สำหรับวันรุ่นทั่ว ๆ ไปนั้นอาจจะนิยมเขียนกันมากกว่า


ถ้าจะให้เปรียบกับภาษาไทยแล้ว เราว่าน่าจะคล้ายกับคำว่า อย่างไร ซึ่งเป็นคำที่ใช้มากในภาษาเขียน แต่สำหรับเด็ก ๆ ทั่วไปหรือคนทั่ว ๆ ไปมักจะใช้คำว่า ยังไง มากกว่านั่นเอง

เพราะฉะนั้นก็ 

 

 

"Merry Christmas"  "Merry X'mas / Merry Xmas"

 

 

















Credits : coolsmurf@wordpress

 

 

 

งงอ่าดิ  อยากหายงง เข้า ไปที่บล๊อกพี่คนนี้อ่ะ  ..จิ้มม

 

 

ไอ้สีๆๆ ข้างบนนี้ มาจากเพลง  Number 1 -BIGBANG ^^~

 

Type hereVerse 1: I'll be ready in an hour Jump in the shower
Crisp and clean Now I got the power Blasting music from my speakers
T-shirt Fresh Brand new sneakers
Ready to Flow Ready to go
Ready for the sportlight Ready for the show
Let me tell you something that you already know
I'm a hard working man And I work for my fans
Bridge: Girl I love your style love your smile
Wish that you could be Only mine Be only mine
I can't let it go I don't know What you've done to me
You're so fine Ooh you're so fine
Chorus: It's gettin' hot in the club, I can see
They want some more
Yeah I will give you more, I'm your Number 1
Once I get up, I will rock, never stop
You can be sure
Yeah you can be sure, I'm your Number 1
After - Chorus: I, you know I, you know I I'm your Number 1
Verse 2: Crazy Hot Mad party Shorty drop it low for me
You can keep me company You look sweet smell like honey
I need a girl who's in it for me Not for the money Not for the fame
Not for the glory Not for the name (man)
It's ain't easy Cause all they just sayin' is
Bridge: Boy I love your style love your smile
Wish that you could be Only mine Be only mine
I can't let it go I don't know What you've done to me
You're so fine Ooh you're so fine
Chorus: It's gettin' hot in the club, I can see
They want some more (yeah, yeah) Yeah I will give you more, I'm your Number 1
Once I get up, I will rock, never stop You can be sure
(yeah, yeah) Yeah you can be sure, I'm your Number 1
After - Chorus: I, you know I, you know I I'm your Number 1
Mid 8: We jump jump jump To the ceiling ceiling We jump jump jump
What a feeling feelin' We jump jump jump To the ceiling ceiling
We jump jump jump What a feeling feelin'
Chorus: (x2) It's gettin' hot in the club, I can see
They want some more (yeah, yeah) Yeah I will give you more, I'm your Number 1

 

 

หนุกจิงๆๆ  ฮ่าๆ..

ครั้งแรก หรือ การเริ่มต้น
+ เหตุการณ์ ช่วงเวลา แหล่งอ้างอิง
+ หลักฐานเกี่ยวกับปฏิทิน ครั้งแรกในเมืองไทย (ปลายสมัยรัชกาลที่ 3)
คาดว่าโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์เป็นผู้จัดพิมพ์
14 ม.ค. 2385 http://www.lib.ru.ac.th
+ รัชกาลที่ 4 โปรดให้พิมพ์ปฏิทินภาษาไทย
ปรากฏหลักฐานใน หนังสือบางกอกคาเลนดาร์ หน้า 108
12 มี.ค. 2404
+ มีการพิมพ์ปฏิทินขาย ชื่อ "ประนินทิน" เป็นของโรงพิมพ์หมอสมิท
ราคาเล่มละ 4 บาท
รัชกาลที่ 5
2411 – 2453
+ ธนบัตร หรือ อัฐกระดาษ ถูกนำมาใช้แต่ไม่เป็นที่นิยม
ออกธนบัตรอีกครั้ง ในชนิด 5, 10, 20, 100, 1000 บาท
2435
2445
http://mpprint.igetweb.com
+ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2486
ให้ประชาชนในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก
2486 http://www.nurnia.com
http://www.seedang.com
+ พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 ขนาด 6*9 ซม.
เป็นการจัดทำบัตรจากส่วนกลาง โดยออกบัตรเหลืองจนกว่าส่วนกลางจะส่งกลับมา
2505
+ บัตรประชาชนเปลี่ยนจากสีขาวดำเป็นสีธรรมชาติ
เริ่มใช้บัตรแถบแม่เหล็ก ผลิตบัตรแบบรอรับได้
เริ่าใช้บัตรอเนกประสงค์ หรือสมาร์ทการ์ด
2531
2539
2547
+ โฉนดที่ดินฉบับแรกเป็นของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต.บ้านแป้ง อ.พระราชวัง จ.กรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) 89-1-52 ไร่
1 ต.ค.2444 http://www.dol.go.th
http://www.thaihomeonline.com
+ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ใช้บังคับเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินและหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
2497
+ อารามเล็ก ๆ เป็นวัดไหล่หินหลวง หรือ วัดเสลารัตนปัพพตาราม อ.เกาะคา จ.ลำปาง
วิหาร ร่วมสร้างโดย พระมหาป่าเกสร ปัญโญ และเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง
2181 (370 ปี)
2226 (325 ปี)
http://www.chiangmainews.co.th
http://www.laihin.org
http://www.onab.go.th

 

 

ปฏิทิน เริ่มต้นเมือ่ไร อย่างไร ...

   

ปฏิทิน ในภาษาอังกฤษ คือ คาเลนดาร์ (Calendar) มาจากคำพูดของชาวกรีกโบราณ ว่า “Kalend” มีความหมายว่า “I cry” หรือ “ฉันร้อง” มีที่มาว่า สมัยโบราณจะมีคนคอยร้องบอกชาวเมือง เพื่อบอกกล่าวเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า รวมถึงประกาศวันขึ้นเดือนใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้จ่ายเงินที่คั่งค้าง ครั้นต่อมาสังคมเริ่มสลับซับซ้อนมากขึ้น ปฏิทินจึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแทนคนร้องบอก ปฏิทินจึงเป็นสิ่งบอกเวลา และกลายเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันไปในที่สุด ต่อมามนุษย์จึงได้ริเริ่มบันทึก วัน เวลา ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกกันว่า “ปฏิทิน”
ปัจจุบัน “ปฏิทิน” ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย นักธุรกิจติดต่อนัดหมายกันผ่าน วัน เวลา ในปฏิทิน นอกจากนี้ปฏิทินยังคอยย้ำเตือนถึง วัน เวลาที่สำคัญต่าง ๆ เช่น วันเกิด วันหยุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปฏิทินที่กำหนดวันสำคัญทางศาสนา ซึงจะต้องอาศัยการประกาศอย่างเป็นทางการ เช่น วันจาริกแสวงบุญของอิสลามิกชน เป็นต้น

ปฏิทินไทย
ปฏิทิน แปลว่า แบบสำหรับดู วัน เดือน ปี สามารถเขียนได้เป็น ประติทิน (ภาษาสันสกฤต) หรือ ประฏิทิน (บาลีแผลง) ประดิทิน หรือ ประนินทิน ก็ได้ คำหลังนี้พบในหนังสือที่เขียนโดย หมอ บรัดเลย์ ในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ หน้า 412 และหนังสือ สยามไสมย หน้าโษณา ของ หมอ สมิท เป็นต้น แบบสำหรับดู วัน เดือน ปี มีทั้งที่จารึกบนก้อนหิน หรือ ขีด เขียน และพิมพ์บนกระดาษ ซึ่งมีทั้งชนิดเป็นแผ่น ตั้งแต่ 1 – 12 แผ่น และชนิดพิมพ์เป็นเล่มแบบหนังสือปฏิทินชนิดเล่ม
การพิมพ์ปฏิทินมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2385 (ปลายสมัย รัชกาล ที่ 3) ซึ่งสามารถตรวจสอบและค้นคว้าหาหลักฐานได้จาก ไมโครฟิล์ม หนังสือบางกอกคาเลนดาร์ ปี ค.ศ. 1870 ( พ.ศ. 2413 ) หน้า 5 ในหอสมุดแห่งชาติ หรือค้นคว้าได้จากหนังสือต้นฉบับ ที่หอสมุดดำรงราชานุภาพ ซึ่งหมอ บรัดเลย์ ได้เขียนไว้ว่า “ 14 First Calendar print in B. 1842 ” (ไม่บอกว่าใครเป็นผู้พิมพ์ แต่คาดหมายว่า คือ หมอ บรัดเลย์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ผู้มีผลงานทางหนังสือมากมาย)
รัชกาลที่ 4 ทรง ฯ โปรดให้พิมพ์ปฏิทินภาษาไทย (ภายหลังจากที่ หมอบรัดเลย์ พิมพ์ปฏิทินชิ้นแรกในสยาม เมื่อ พ.ศ. 2385) เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2404 ดังปรากฏหลักฐานใน หนังสือบางกอกคาเลนดาร์ ฉบับ ปี ค.ศ. 1862 ( พ.ศ. 2405) หน้า 108
ในสมัย รัชกาลที่ 5 ปฏิทินที่พิมพ์ในเมืองไทยได้แก่ “ ประนินทิน ” ซึ่งลงโฆษณาใน หนังสือสยามไสมย ของ หมอสมิท เขียนคำโฆษณาไว้ตอนหนึ่ง ว่า “ ประนินทินนี้ แจ้งให้รู้ถึงการอื่นเป็นอันมากอันควรคนทั้งปวงจะรู้ ถ้าไม่รู้เขาจะนินทาว่าคนโง่ ” แจ้งราคาขายไว้เล่มละ 4 บาท (ราคาในสมัยนั้น) ปัจจุบันยังหาประนินทินของหมอสมิทไม่พบ
ปฏิทินในสมัย รัชกาลที่ 6 ที่น่าสนใจได้แก่ปฏิทินพกเล่มเล็กๆ ที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นของชำร่วย สำหรับแจกพระราชทาน แก่ขุนนางที่ลงนามถวายพระพร ในวันขึ้นปีใหม่ ปฏิทินพกแบบนี้ยังมีแจกต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งบุคคลธรรมดาก็สามารถไปลงนามถวายพระพรและรับปฏิทินหลวงได้
การพิมพ์ปฏิทินเล่มยังมีการจัดทำต่อมา จนกระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน ปฏิทินเล่มยังมีรายละเอียดในเรื่องของ สภาพภูมิอากาศ เวลาน้ำขึ้น – น้ำลง การเดินทางของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ และมีช่องว่างให้บันทึกเล็กน้อย ยังมีสมุดบันทึกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งบอกรายละเอียดของ วัน เดือน ปี เรียงไปตามลำดับ และมีหน้าสำหรับจดบันทึกหมายเหตุรายวัน รวมถึงวันสำคัญ และวัน เวลา นัดหมาย ฯลฯ ที่เรียกว่า “ ไดอารี่ ” (Diary) หรือ ” สมุดบันทึกประจำวัน ” ก็สามารถอนุโลมให้เป็นปฏิทินได้
ปฏิทินไดอารี่ เริ่มมีใช้ในเมืองไทยเมื่อใดยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน แต่ไดอารี่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างสูง คือ ไดอารี่ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อตีพิมพ์เผยแพร่มีชื่อเรียกว่า “ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ”

 

 

 

 

อยากรุ้ต่อก้อคลิก เข้าไปตามนั้นอ่านะ

 

ปีใหม่ใกล้จะมาถึงแล้ว สวัสดีปีใหม่ทุกคน

 

แต่แดงน้อยกำลังเดี้ยงง

 

นิ้วหักอยู่ ถือว่าฉลองปีใหม่และกันเนอะ

 

 

มาดูวันหยุดในปีหน้าดีกว่า

 

 

 

 

วันหยุด และวันสำคัญ (ธนาคาร+ราชการ) ปี 2552
วันในสัปดาห์
(in week)
วันที่
(Date)
เหตุการณ์ (Event) ธนาคาร
(Bank)
ราชการ
(Government)
พฤหัสบดี 1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่ (New Year's Days) วันหยุด วันหยุด
ศุกร์ 2 มกราคม หยุดวันขึ้นปีใหม่ เพิ่มอีก 1 วัน ? ? วันหยุด วันหยุด
เสาร์ 10 มกราคม วันเด็กแห่งชาติ (Children Day)    
ศุกร์ 16 มกราคม วันครู (Teacher Day)    
อาทิตย์ 18 มกราคม วันยุทธหัตถี    
จันทร์ 26 มกราคม วันตรุษจีน (Chinese New Year's Day) ?    
จันทร์ 9 กุมภาพันธ์ วันมาฆบูชา (Makha Bucha Day) ? วันหยุด วันหยุด
เสาร์ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก (Valentine's Day)    
อังคาร 24 กุมภาพันธ์ วันศิลปินแห่งชาติ ?    
จันทร์ 6 เมษายน วันจักรี (Chakri Memorial Day) วันหยุด วันหยุด
จันทร์ 13 เมษายน วันสงกรานต์ (Songkran Festival Day) วันหยุด วันหยุด
อังคาร 14 เมษายน วันสงกรานต์ (Songkran Festival Day) วันหยุด วันหยุด
พุธ 15 เมษายน วันสงกรานต์ (Songkran Festival Day) วันหยุด วันหยุด
เสาร์ 25 เมษายน วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวร    
ศุกร์ 1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ (National Labour Day) วันหยุด  
อังคาร 5 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล (Coronation Day) วันหยุด วันหยุด
ศุกร์ 8 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา (Visakha Bucha Day) วันหยุด วันหยุด
จันทร์ 11 พฤษภาคม วันพืชมงคล (Royal Ploughing Ceremony Day)   วันหยุด
ศุกร์ 26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ ?    
พุธ 1 กรกฎาคม วันหยุดภาคครึ่งปี ธนาคาร วันหยุด  
อังคาร 7 กรกฎาคม วันอาสาฬหบูชา (Asarnha Bucha Day)
เริ่มตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป ธปท. เห็นควร กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาซึ่งเป็นวันสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนตามความเห็นของสำนัก พุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นวันหยุดทำการแทนวันเข้าพรรษา (ธนาคารแห่งประเทศไทย)
วันหยุด วันหยุด
พุธ 8 กรกฎาคม วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent Day)   วันหยุด
พุธ 12 สิงหาคม วันแม่ (H.M. The Queen's BirthDay) วันหยุด วันหยุด
พฤหัสบดี 3 กันยายน วันสารทจีน (Sart Chin Day or Ghost Festival or Spirit Festival) ?    
อาทิตย์ 4 ตุลาคม วันออกพรรษา (End of Buddhist Lent Day) ?    
ศุกร์ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช (Chulalongkorn Memorial Day) วันหยุด วันหยุด
จันทร์ 2 พฤศจิกายน วันลอยกระทง (Loykatong Day)    
เสาร์ 5 ธันวาคม วันพ่อ (H.M. The King's BirthDay) วันหยุด วันหยุด
จันทร์ 7 ธันวาคม ชดเชย วันพ่อ (H.M. The King's BirthDay) วันหยุด วันหยุด
พฤหัสบดี 10 ธันวาคม วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ (Constitution Day) วันหยุด วันหยุด
พฤหัสบดี 31 ธันวาคม วันสิ้นปี (New Year's Eve) วันหยุด วันหยุด

 

 คนไทยมักจะถือ หลายๆ อย่างเช่น


- ห้ามขึ้นบ้านใหม่วันเสาร์ เพราะเชื่อกันว่าวันเสาร์เป็นวันแรง ถ้าขึ้นบ้านใหม่ในวันนี้แล้วจะทำให้ชีวิตครอบครัวอยู่กันอย่างไม่เป็นปกติสุข (จิงๆถ้าเรารักและดูแลทุกคนในครอบคัว ย่อมจะปกติสุขได้อยู่แล้ว*-*(

- ห้ามเผาผีวันศุกร์ เพราะเชื่อว่าวันศุกร์เป็นวันแห่งโชคลาภ และความรื่นเริง หากเกิดการเผาผีขึ้นในวันนี้แล้วจะก่อให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นดังคำกล่าวที่ ว่า “เผาผีวันศุกร์ ให้ทุกข์แก่คนยัง”  ( บางทีก้อห้ามเผาวันสำคัญด้วย )

- ห้ามโกนจุกวันอังคาร เพราะเชื่อว่าวันอังคารเป็นวันแข็ง หากโกนจุกในวันนี้แล้วอาจเกิดเรื่องร้ายแรง อาทิ อุบัติเหตุขึ้นกับผู้ถูกโกนจุกได้ ( พิธรโกนจุก เป็นพิธีที่สำคัญมากของคนโบราณ  จะมีการเรียกขวัญ ก้อคงคล้ายๆกับการที่ให้วันพฤหัสบดีเป็นวันครู นั่นแหละ)


- ห้ามแต่งงานวันพุธ เพราะเชื่อกันว่าวันพุธเป็นวันที่ไม่มีความมั่นคง หากแต่งงานในวันพุธแล้วจะทำให้ชีวิตแต่งงานพบแต่อุปสรรค(หากรักมันไม่ยืนยงแต่งวันไหนก้อเลิกเราว่าอ่ะนะ)


- วันพุธห้ามตัด เพราะเชื่อกันว่าวันพุธเป็นวันแห่งความเจริญงอกงาม จึงห้ามตัดสิ่งต่างๆในวันพุธ อาทิ การตัดต้นไม้ต่างๆ รวมทั้งร้านตัดผมก็ยังนิยมหยุดให้บริการในวันพุธ เป็นต้น


- วันพฤหัสห้ามถอน เพราะเชื่อกันว่าวันพฤหัสเป็นวันแห่งความมั่งคั่ง ดังนั้นการถอดถอนต้นไม้ เสาเรือน หรือถอดถอนสิ่งสำคัญต่างๆจึงพึงงดในวันดังกล่าว 

    

   ก้อเรียกว่าเชื่อไว้บ้าง ถือว่าผู้ใหญ่อาบน้ำมาก่อน คงจะมีเหตุผลพอที่จะเชื่อแบบนี้และกัน..

 

 

การเดินทางบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยหัวใจ


ต้องเท้าความถึงเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ก่อน


พฤหัส ที่  27 พ.ย.

หลังจาก ที่ พธฒ.บุกยึด สนามบิน ทำให้ งานแถลงข่าวถูกงดไป และงานคอนก้อถูกเลื่อนไปในที่สุด


ศุกร์ ที่ 28  พ.ย.  (งานแถลงข่าว)

ทำไงดีล่ะ  เพื่อนก้อดันลางานมาเพื่องานนี้ตั้ง 3 วัน (พฤหัส ศุกร์ เสาร์ แถมอาทิตย์อีก) **เราจะให้เพื่อๆมามานั่งๆนอนๆ กินน้ำไฟ ห้องเราก้อจะใช่ที่  ต้องวางแผนใหม่ซะแล้ว

เริ่มจาก  วันศุกร์  ไป สยามย้อมใจก่อน  ประหนึ่งว่าไปงานแถลงข่าวมาจิงๆ


นอกจากชั้นและเพื่อนแล้วยังมีหญิงสาว อีก สองล้านแปดแสนห้าหมื่อนสองพันเจ็ดร้อยห้าสิบเก้าคนถ้วน ที่พากัน แห่...มาถ่ายรูปย้อมใจเช่นเดียวกัน



ช่วงบ่ายไปสนามหลวง ชมพระเมรุที่สวยที่สุดในโลกซะหน่อย ถือว่าไม่เสียเวลาเปล่า






คนช่างเยอะแยะมากมายก่ายกองมากมายล้นเหลือสุดคณานับมากๆ
หมดไปแล้วหนึ่งวัน.....

แล้ววันเสาร์ ที่ 29 (คอน) ล่ะ จะไปไหน

ในหัวไม่มีที่ท่องเที่ยวที่อื่นเลย....นอกจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว....

อยากไป  ..แต่ไม่อยากนั่งรถไป ก้อสะพานข้ามแม่น้ำแคว มันเป็นสะพานรถไฟนี่นา  จะไปรถยนต์ทำแป๊ะอาไร เล่า...



นั่งรถไฟไป....ยังไง?..

หลังจากปรึกษาอาจารย์กุ๊กลี(Goog Lee= Google)


เป็นอันว่าเราต้องไป ขึ้นที่สถานีรถไฟธนบุรี(บางกอกน้อย)

โอ้เค๋..ตกลงตามนี้...

11.30 น.ของวันเสาร์ ที่ 30 พ.ย. ชั้นและเพื่อนเริ่มออกเดินทาง  โดยเป้าหมายอยู่ที่สถานีรถไฟธนบุรี เวลา 13.35 น.

12.30 น. ถึง อนุสาวรีชัยสมรภูมิ  ไม่เราเดินทางกันได้ช้าขนาดนี้เนี่ย  โอ้วว..ไม่ทันแน่ ถ้านั่งรถเมล์  เอาล่ะ  มือไวกว่าสมอง  ยกแขนทำมุมขนานกับพื้นโลกพร้อมกับแกว่งนิ้วทั้ง 4 ขึ้นลง เพื่อเรียกรถแท็กซี่.... (เอาล่ะ ถ้าแกไปถูกชั้นก้อไปกับแกล่ะ)

ชั้น:ไปสถานีรถไฟธนบุรีค่ะ
พี่แท๊ก(ซี่):บางกอกน้อย
ชั้น:นั่นแหละค่า


ว้าว  โชคเริ่มเข้าข้างที่เจอแท็กซี่ที่ไม่งอแง  55+

แต่พอเลี้ยวรถออกจากอนุสาวรีเท่านั้นแหละ  อุแม่จ้าว!!!!!!!!!  รถทำไมมันช่างติดขนาดนี้....


ชั้น : อีก 50 นาที จะไปถึงสถานีรถไฟไหมคะ?
พี่แท็ก(ซี่): โหว คงเป็นชั่วโมงแหละ


แว๊กกกกกกกกก....เป็นชั่วโมง  เป็นลมค่า...

หลังจากไต่สวนกันกับพี่แท็กซี่ พี่เค้าก้อใจดี(มากกกกกกกกก)  พาเราไปทางซิกแซก หลบรถติดกันสุดฤทธิ์  เพื่อให้ทันรถไป รอบ 13.35  ไม่ใช่อะไร มันมีรอบนี้รอบสุดท้ายแล้ว


ชั้น คิดในใจ  ไม่ทัน ก้อไปรถทัวร์และกัน..T*T


13.27 น. เหยียบ ชานชาลา สถานีรถไฟ ธนบุรี  ต้องขอบคุณพี่แท็ก มากที่พามาทันเวลา  แต่หลังจาก  ไปซื้อตั๋ว  (ใช้คำว่าขอดีกว่า เพราะตั๋วฟรี)  ก้อพบว่า  เวลา 13.55 ไม่ใช่ 13.35 ดังที่เราดูไว้  แอบดีใจที่ยังเหลือเวลาเตรียมตัวอีกหลายนาที 







ตั๋วแบบฟรีๆ...



ขบวนที่ขึ้น




นั่งฟรี..





เพื่อนพร้อม..


13.55 ตรงแป๊ะ  รถไฟออกจากชานชาลา  "ชั้นรักเธอธนบุรี"  แม้มันไม่มีความหมาย แต่ชั้นอยากตะโกนคำนี้เอามากๆ



บรรยากาศภายในมายโบกี้

****


หลังจากเก็บภาพได้ไม่นาน ผลของยาแกเมารถเริ่มออกฤทธิ์  หลับยาว จนถึงนครปฐม เพื่อนดันเรียกบอกว่าถึงนครถมแล้ว นึกในใจ "เวง เรียกกรุไมว้าา" 


หลับต่ออีก 55 ยาเค้าแรงจิงๆ

ถึงสถานี กาญจนบุรีแล้วอีกไม่นานก้อคงถึง ปลายทางนั่นคือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรอ  สถานี สะพานแควใหญ่นั่นเอง






***

หลังจากก้าวเท้าที่ใส่คอนเวิส สีเหลือแบบกะแหล่งมาก พร้อมเดฟสีชมพูลงจากรถไฟ...
"นี่เป็นการเดินทางไกลครั้งแรก..ที่ไม่ได้มากับแม่ พร้อมกับภาระที่ต้องดูแลเพื่อนอีกคน"
หลายคนอาจจะงงว่าชั้นอายุเท่าไหร่  ก้อ แค่ เพิ่งจะ 20 หยกๆ นี่แหละ  การเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียว เป็นสิ่งที่พ่อแม่ ไม่อยากให้ทำ  เช่นเดียวกับแม่ของชั้น...


***

ความกลัว+กังวล+หลายๆอย่างเริ่มรุมเร้า  แต่ใบหน้ายังยิ้ม เพราะัไม่อยากให้เพื่อนกลัว

หลอกกับมันว่า "ถ้าไม่มีที่นอน  คงต้องนอนสถานีรถไฟนะ** 555+" 

หลังจากเดินหาบ้านพัก บริเวณนั้น..รุ้สึกเริ่มเครียด..เข้าไปทุกที

เพราะบ้านพักถูกจองเต็มหมด


เริ่มกลัว ประกอบกับเริ่มจะเย็นมากแล้ว ยังไงก้อต้องหาที่พักให้ได้ก่อน ถึงแม้อยากจะถ่ายรูปเต็มแก่ ก็ตาม...


เริ่มหาที่พึ่งพิง..อันดับแรกที่นึกถึง คือตำรวจ เพราะเค้า ไม่หลอกประชาชนตาดำๆ อย่างเราแน่นอน  ได้คำตอบว่า เราต้องเดินทางเ้ท้าออกนอกงาน ไป หาคอนโดราคาถูก  โดยคอนโดนั้นอยู่หน้า สารพัดช่าง เดินไม่ไกล ตำรวจไทย ย้ำอย่างนั้น...


เราเดินออกมา.........


ทางเดินไปคอนโด..


แล้วพบว่า.....



มันไกลมากกกกกกกกก......
ร่วมกิโลเลยทีเดียว + ทางเข้าน่ากัว+ตึกร้าง อุแม่เจ้า.........นี่มันพล๊อตหนังผีชัดๆ



เด็ก 2 คน เดฟฟ้าคนนึง เดฟ ชมพุคนหนึ่ง  เริ่มกลัว  และกำลังเดินทำหน้าตาโง่ๆ อยู่ตรงปากทางเข้าดอนโดน้น

มีรถคันหนึ่ง เป็นรถกระบะหลังคาเหล็ก ขับออกมา จอดตรงที่เรา 2 คนยืนอยู่

 




และเปิดกระจก  ถามว่า  จะมาพักคอนโด ใช่ไหมคะ  พี่ขับไปดูแล้วมีนน่ากลัวอ่ะค่ะ  แต่นี่พี่ก้อจะมาหาที่พักเหมือนกัน....


อะไรดลใจไม่รุ้ เรายืนคุยกันอยู่สักพัก เราจึงขอไปกับเค้าด้วย  นึกในใจ เอาล่ะ เป้นไงเป็นกัน...พี่ไปไหน หนูไปด้วย....ย.ย..ย.

 

 

ด้วยความที่บ้านนอกทั้งคู่  หมายถึงคู่เรา  และคู่พี่ชายพี่สาวในรถกระบะ  ทำให้เราสามรถเชื่อใจเค้าได้อย่าง 100%  ว่าพวกเค้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คนดี"



พี่เค้าจัดของในแค๊บของรถกระบะ ที่เล็กแต่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ชั้นและเพื่อน ได้หย่อนก้อนลงไปนั่ง  "นี่แหละที่เค้าว่าคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก"


อีกประโยคหนึ่งคือ.."คนบางคน บนรถบางคัน" จากหนังสือ หน่อไม้  จำไม่ได้ว่าเป็นประโยคของใคร ...แต่มันช่างเข้ากับเหตุการณ์นี้เหลือเกิน

ในที่สุด เราทั้ง 4 ก้อตัดสินใจที่จะไปพักที่คอนโดนี้ เหตุผลหนึี่่งคงเพราะ  พี่ตำรวจไทยเค้าแนะนำมา แสดงว่าต้องดีและที่สำคัญ ถูกจริง  เพราะตอนถาม ชั้นย้ำกับตำรวจไทยคนนั้นหลายครั้งว่า  " เอาแบบ ถูกๆอ่ะค่ะ"
 


ทางเข้าน่ากลัวนิดหน่อย  แต่พอเข้าไปแล้วก้อน่าอยู่ดี



****

****



เรราและพีี่่อยู่กันคนละห้อง แต่อยู่ข้างๆกัน

พี่สาวคนนั้นพูดว่า " เหมือนพวกเรามาด้วยกันจิงๆ เลยนะ"  ชั้นพยักหน้าแทน คำตอบที่อยู่ในใจ


ชั้นและเพื่อนได้ห้องพักในเวลา ประมาณ บางรักซอย 9 เล่นได้ไม่นาน  เพราะพอชั้นเข้าห้องมาก้อเรื่มเปิดทีวีทันที


ห้องราคา 300 มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าหอที่ชั้นอยู่อีก  มีพัดลม+ทีวี

จิงๆแล้วเค้าก้อมีห้องแอร์ แต่ชั้นเห็นว่า พัดลมก้อพอเพราะว่า  นี่ก้อหนาวมากแล้ว..

นอกจากห้องจะใหญ่แล้ว  ในห้องน้ำยังมีอ่างอาบน้ำด้วย  แต่น่าเสียดายที่เราทั้ง2 ไม่ได้ใช้ เพราะเราไม่ได้อาบน้ำเลย เพราะอากาศหนาวมาก (หรือว่า ซกมกกันแน่ 55)

ชั้นออกไปสำรวจนอกห้องตรงระเบียง เจอพี่ สาว +พี่ชาย ที่มาด้วยกันพอดี  ได้มารู้ชื่อว่า พี่สาวชื่อใจ  และพี่ชายชื่อ เขม.. 


มุมมองจากบนห้อง  ..โคตรไกลเลย  ชั้นเดินมาได้ไงเนี่ย..

พี่สาว+พี่ชายบอกว่า เค้าขออาบน่ำก่อน  (สำนึกไหมนั่น ว่าเราก็ควรอาบน้ำ 55+)

ตัวชั้นเองอยากไปถ่ายรูปมากกกกกกกกก..

ประกอบกับเพื่อนหิวข้าวมาก..จึงไปบอกพี่ๆว่า "หนูขอไปก่อนนะคะ เพื่อนหิวมาก"
จึงบอกว่าเด๋วเราเดินกลับพร้อมกัน เด๋วหนูจะโทรหาพี่นะคะ  ( ชิงขอเบอร์พี่เค้าตั้งแต่ตอนที่ได้ห้องแล้ว)


มื้อแรก

เราก้อเริ่มเดินจาก คอนโด ไป สะพานข้ามแม่น้ำแคว(ที่รัก)

โชว์แสงสีเสียงเริ่มต้นตอน 19.00 น. มีเวลาไม่มากนักที่จะกินข้าว ชั้นเลือกที่จะกิน ก๋วยจั๊บ ใส่ถ้วยโฟม(ไม่ช่วยโลกเลยนะเรานี่)  เดินไปกินไป กลัวจะไม่ทันโชว์รอบแรก



สะพานแม่น้ำแคว เป็น อนุสาวรีแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องแลกด้วยชีวิตเชลยศึกมามาย...


"แค่ความยิ่งใหญ่  มันทำให้คนเราเข่นฆ่ากันขนาดนี้เลยหรอ?"  ประโยคนี้ผุดขึ้นในสมองนับครั้งไม่ถ้วน


ปีนี้เป็นปีที่โชว์สวยมากอีกปีหนึ่ง พร้อมกับมี เครื่องบินบังคับ ที่ยิงพลุ ได้ บินออกมาเรียกร้องความสนใจเด็ก+ผู้ใหญ่ที่คลั่งใคล้ของเล่น เช่นเพื่อนชั้น...












http://61.19.248.235/uploads/41b3ed1dd9.jpg


ถ้ามีเวลาพรุ่งนี้ใจจริงอยากไป สุสานสัมพันธมิตรมาก (ไม่ใช่พันธมิตรนะ) แต่ด้วยเวลา + มาดาต้องการให้กลับในเวลาอันเร็วเพราะพ่อไม่รุ้ว่าไป..

โชว์ รอบแรกจบ  เจอพี่สาว+พี่ชายพอดี  เลย แชะรูป  พี่ 2 คนเป็นที่ระลึกซะหน่อย

แต่ด้วยความตื่นเต้น ทำให้ไม่ได้เปิดแฟลช 555+  รูปเรยมืดไปหน่อย



ด้วยความคลั่ง  ชั้นดูอีกรอบ โดยอยู่ด้านหน้าสุด คางแทบกระแทกสะพานเลยทีเดียว



หลังจากเดินหลงทางสักพัก  เวลาประมาณ  23.30  เรามาเจอ พี่สาว+ พี่ชาย

เราเดินไปคุยไปซักพัก ถึงประวัติ ที่มา จุดประสงค์ของเราทั้ง 2 คู่


เราได้พบว่าเค้าเป็นพี่น้องที่น่ารักที่สุดในโลก

บางที สายใยแห่งความรัก มันก้อแทบจะมองเห็นกันด้วยตาเปล่าเลยทีเดียว


เราคุยกันไปเรื่อย..ทำให้สายใยของเราเริ่มมองเห็นด้วยหัวใจเช่นกัน...


เราเดินคุยกันจนถึงหน้าห้องที่เราพัก  ชั้นกับเพื่อน ยกมือไว้ เพื่อขอบคุณ และอำลา เพราะพรุ่งนี้อาจจะต้องจากไปแต่เช้า เพื่อให้ทันรถไฟเที่ยวเช้า.....


หัวใจมันเหมือนถูกบีบยังไงไม่รุ้...แค่ไม่กี่ชั่วโมง  กลับเหมือนกลับว่า  เค้ากลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักมากๆ ..แต่เราจะต้องจากเค้าไปแล้วหรือเนี่ย......."ในชีวิตเราจะเจอคนดีแบบนี้ บ่อยไหมนะ?"  คำถามนี้ผุดขึ้นมาหัวสมอง....





6.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 30 ชั้น ไป เช็กเอาท์ห้อง  ..ใจจริงอยากจะไปเคาะห้องเพื่อ บ๊าบ บายก่อน..แต่กลัวพี่เค้าจะไม่สะดวก..


หลังจากเดินออกจากซอยมาเจอถนนใหญ่  ชั้นก้อพอกับรถสองแถวที่ไม่รู้ไปที่ไหน  บีบแตร ปี๊นๆๆ


ขาไวกว่าสมอง  ชั้นรีบวิ่งไปขึ้นรถ โดยไม่รุ้ว่า รถไปไหน  นั่งชิวไปสักพัก เริ่มรู้สึกว่า เราต้องรู้ ปลายทางก่อน ที่จะตกรถไฟ....

คุณลุงถามอย่างอย่างใจเย็นว่า..จะไปไหน
เราตอบกลับว่า จะไป สถานีรถไฟค่ะ...

คุณลุงพาเราทั้ง 2 ไปเกย ทีีสถานีรถไฟกาญจนบุรี ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม...

ชั้นผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้ไปถ่ายรูป สะพานข้ามแม่น้ำแควในตอนเช้า แต่ก้อยังดีกว่าตกรถไฟรอบเช้า...

เราไปขอตั๋วรถไฟอีกครั้ง คราวนี้ลง ที่ นครปฐม  จะได้ไปบ้านเลย.









***



9.18 น. ถึงนครปฐม...



เช้า+ หนาวเอามากๆๆ  นึกในใจ  ถึงคำตอบที่พี่สาวถามเมื่อคืนว่า ที่บ้านเราหนาวไป เราตอบว่า โหว ไม่หนาวเลย ร้อนซะอีก ....นั่นมันผิดชัดๆ

เรามีเวลาอีกประมาณ 2 ชม. จึงบอกเพื่อนว่าเราไปถ่ายรูป องค์พระยามเช้าจะดีกว่า...



บางที ความรู้สึก บางอย่างไม่สามารถบรรยายด้วยตัวอักษร

แต่มันจะยังอยู่ในหัวใจเราไปอีกนาน....



รอสับราง

ป้าเก๊ก

ลุงดื่ม 40 ดีกรี 


ปล.ลุงบนรถไฟ ขากลับ เป็นอะไรไม่รู้ แก ชอบยื่ยหน้าออกหน้าต่าง แล้วพูดว่า "หก" ทุกครั้ง  จนชั้นคิดว่า ลุงเค้าเรอหรือ อะไร ฮ่า...

ปล.2 ลุงอีกคนที่นั่งข้างๆ ลุงคนข้างบน แอบเหล่รองเท้าคอนเวิส สีเหลือง  ชั้นเป็นประจำสงสัยอยากได้ ฮ่าๆๆ

ปล.3 ขอบคุณ แม่ที่ไว้ใจ ให้ชั้นได้ก้าวสู่โลกกว้างด้วยขาตัวเอง...

ปล.4 ขอบคุณที่แม่ไม่บอกพ่อ

ปล.5 ขอบคุณ เหรียญ ที่หย่อนใส่กระป๋องของ คนตาบอด และป้าที่ขาพิการ ที่ทำให้คำขอของชั้นเป็นจริง...

ปล.6  ขอบคุณ  เพื่อน(ที่เชื่อใจชั้น) พี่แท็ก(ซี่)(ที่อุตส่าพาไปทันเวลา)  คุณลุงที่ให้ตั๋วรถไฟฟรี(ไม่ดิ จิงๆ ต้องขอบคุณรัฐบาล)  ขอบคุณตำรวจไทย ขอบคุณพี่สาว+พี่ชายที่ทำให้ ชั้นได้พบว่า  คนไทย น่ารัก+ใจดี จริงๆ และขอบคุณทุกคนที่ปรากฏอยุ่บนภาพถ่ายของชั้นทุกคน  ...

รวมทั้งขอบคุณเชลยศึกทุกคนที่เสียสละเพื่อมิตรภาพทีี่่น่าจดจำ



"หากเราเอื้อเฟ้อกับคนอื่น คนอื่นก้อจะเอื้อเฟ้อแก่เรา ไปไหน ก็มีแต่คนที่ใจดี"
แมู่พูดประโยคนี้เมื่อเช้า...

 

 

 

 

ข้อความถึง คุณพี่เขม และ พี่ใจ

    ใครจะไปรู้ว่าการเดินทางไกลครั้งแรกของเด้ก 2 คน จะน่าจดจำขนาดนี้ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆที่มีให้กันนะคะ ^-^ โชคดีนะคะคุรพี่ทั้งสอง/จอย+โด

 

ข้อความถึง  น้องจอย และน้องโด

  ขอบใจนะจ๊ะ พี่ก้ขอให้น้องเรียนเก่งๆนะ จากพี่สาวและพี่ชาย ใจ & เขม

 

 

 

 

 

ทำไมสะพานถึงมีหัวใจ

 

 

ทำไมผู้ร่วมทางถึงน่าจดจำขนาดนี้

 

 

 

ทำไมเวลาดีๆ ผ่านไปเร็วนัก

 

 

แต่อย่างน้อย ทริปนี้ก้อทำให้ฉันรู้ว่า  ทำไม ฝรั่งถึงชอบมาเมืองไทย

 

เมืองที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างแท้จริง

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 1 Dec 2008 21:11:02 by คุณหนูแดง

ทำไมต้องเรียกรถดูดส้วม  ทำไมไม่เรียกรถดูดขี้  หรือรถกินขี้ ???

 

แค่ได้ยินก้อฮาแล้ว  555+

 

 

แต่หากใครยังไม่เคยน่าตารถดูดส้วม(จะมีไหมเนี่ย ) น่าตาเป็นยังงี้   

 

 

ทำไมต้องเรียกรถดูดส้วม???.....มันมาดูดขี้ชัดๆ  

 

บักแสงจากเอนทรี่แรก น่าตาจำลองเป็นอย่างงี้.....

 

บังเกิดความสงกะสัยขึ้นมาหลังจากเหตุการนี้เกิดขึ้น

 

ณ ถนน สายหนึ่งในหมู่บ้าน หนองอีเกื้อบ....

 บักแสงกับลังขี่จักรยาน ลั้ลลา ด้วยความหนุกหนานพร้อมเพื่อนอีกหลายคน

 

 

 

 

พลันทันใดนั้นมีรถสวนมา ..แน่นอน มันคือรถดูดส้วม....ส้วม....ม.ม.ม.ม.ม..ม.

 

 

 

 

 

 

บุคคลภายในรถดุดส้วม: ดูดส้วมหม๊ายยยยยค๊าบบบบบบบพี่น้อง  น้อง.....น้อง......ง.ง.ง..ง.ง(นึกภาพเอาว่า มีคนยื่นหน้าออกมานอกรถพร้อมมือโบอกขี้นลงช้าๆ ....ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงตอนคอนเสิร์ตนักร้องดังสักคน..เอ้า..ขอมือหน่อย)

 

บักแสง : ว๊อดซับแม๋นนน   น่าตูเหมือนส้วมเต็มหรอว้าเนี่ย

เพื่อน1: เขาเห็นน่าแกแล้วนึกถึงส้วมรึป่าว

เพื่อน2:กุว่าเขานึกถึงขี้มากกว่า  ฮ่าๆๆ

บักแสง : (ระหว่างที่ 2 คนนี้กำลังสนทนาเสียดสีล้อเลียน บักแสงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะบรรลุวิชาดูหลำขั้นที่ 3   ทำไม......ทำไม...........ต้องเรียกอีรถกระป๋องนั้นว่ารถดูดส้วม.... 

 

 

ดูด หมายถึงการะใช้แรงดัน ดูดบางสิ่งบางอย่าง จากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง โดยมักมีพาชนะตัวกลางสำหรับเคลื่อนย้าย

 

สมติว่าเรากินน้ำ ก้อ หลอด (  น้ำ  หลอด   ปาก )

สูบน้ำ ก้อ ท่อสูบน้ำ (แว๊กจะมีคนรุ้จักไหมเนี่ย )

 

ส้วม หมายถึง มุมสุดถวิลที่เอาไว้ขับถ่าย  หากได้เข้าห้องนี้จะมีอารมสุขสมอารมหมาย(เฮ้ยย คิดไปไกลและ) คือการไปปลดปล่อยของเสีย  ไม่สิ ของดี ที่เรากินเข้าไป  ส้วมมีหลายแบบ 

 

ส้วมหงอย...แว๊ก ฮาครืน  "ส้วมซึม"  เท่ากับ ส้วมที่ตั้งถังซีเมนต์ซ้อนกันลงไปในดินหลาย ๆ ถังมีหัวส้วมสำหรับนั่งถ่ายอยู่เหนือถังบนสุด เมื่อถ่ายแล้วต้องราดน้ำเพื่อชำระสิ่งที่ถ่ายให้ลงสู่ถังส้วมแล้วซึมหายไปใน ดิน.

 

เพื่อน :โอ้วโห บักแสง โคตรความรู้เลยว่ะ

 

น่าตาส้วมหงอย (แน่ะ..ยังจะเล่น)  เป็นยังงี้  

 

 (ใครเสือกไปแดกไข่ดาวไว้วะ)

 

 

 

ชักโครก  ...น่าตาเป็นแบบนี้  ..

  จะกล้าขี้ไหมนี่

ส่วนชักโครก นั้น บักแสงคิดว่า มันน่าจจะมาจากการที่คนไทย พา สา อัง กิด ไม่ แขง แรง  (toilet seat น่าจะใช่นะ 55+)

จะไปเรียกตามฝรั่งมะนก้อยาก  คนไทยหลายคนก้อบ่อนมามันเสียงดัง ดั๊ง ดัง  น่าอายจัง เขาก้อรุ้ดิว่าเราขี้

 

ดัง โครก...............โครกกกกกกกก

 

แถมเวลาจะให้ชักต้องไปกดที่ไอ้แท่งๆ ซัมติง  ไอ้แท่งๆนี้มันจะเชื่อมโยงกับลูกบอลวัดระดับน้ำภายใน

 

 

น่าน  คนไทยเกิดการบรรลุ........ ชักดังโครกกกกก

 

 ไทย1 :เอ้ย บ้านมึงเปลี่ยนจากส้วม ซึมมาเป็น ชักดังโครก หรือยังวะ

 

ชักดังโครกกกกกกกกกกกก

ชักดังโครกกกกกก

ชักดังโครกก

ชักดังโครก

ชักโครก

 

คนไทยรู้จักปรับปรุงเสมอ  ปัจจุบันกลายมาเป็นชักโครก

ซัมบอดี้: เฮ้ย  นี่มันเรื่องรถดูดส้วมหรือ ชักโครกวะ

แดงน้อย - แหม ก้อมันอยู่ในเครือเดียวกัน(เถือก)

 

สาระเกี่ยวชักดังโครกกกก

     ความคิดเกี่ยวกับส้วมชักโครกมีมาถึง ๔,๐๐๐ ปีแล้ว แต่ที่ปรากฏเป็นรูปร่างจริง ๆ นั้น เซอร์ จอห์น ฮาริงตัน  ได้คิดขึ้นถวายสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษ ในปี ค.ศ. ๑๕๙๖  เพื่อเป็นการเอาพระทัยพระราชินี  หลังจากที่เขาถูกพระองค์ขับไล่ออกจากราชสำนัก  เนื่องจากเผยแพร่นิยายอิตาลีที่มีเนื้อหารุนแรงเกินไป

     ส้วมชักโครกของฮาริงตันนั้น  มีความซับช้อนหลายประการ เช่น  มีที่พักน้ำอยู่ตอนบน  มีที่กดชักโครกด้วยมือ และมีท่อระบายของเสียไปยังที่เก็บของเสีย  แต่หลังจากที่ได้ถวายส้วมแด่พระราชินีแล้ว ฮาริงตันได้ทำสิ่งที่ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง คือเขียนหนังสือเกี่ยวกับส้วมของพระราชินีเผยแพร่ แทนที่พระราชินีจะทรงเห็นขัน  กลับพิโรธอย่างมาก จนถึงกับขับไล่ฮาริงตันออกจากราชสำนักอีกครั้งหนึ่ง เรื่องส้วมของฮาริงตันจึงกลายเป็นเรื่องตลกของยุค ทำให้ไม่มีใครใช้ส้วมชักโครกนี้อีก

     ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๗๗๕ นักคณิตศาสตร์และช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษ ชื่ออเล็กซานเดอร์  คัมมิ่ง  ได้ประดิษฐ์ส้วมชักโครกอีกแบบหนึ่ง  ซึ่งมีลักษณะเด่นที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติส้วมชักโครกทีเดียวกล่าวคือ ส้วมของฮาริงตันและคนอื่น ๆ นั้น  มีท่อต่อโดยตรงจากโถส้วมถึงที่เก็บของเสีย ทำให้มีกลิ่นไม่สะอาดโชยมารบกวนผู้ใช้ ส่วนส้วมของคัมมิ่งนั้น ท่อใต้ส้วมโค้งไปด้านหลังและมีน้ำคั่นอยู่ระหว่างโถส้วมกับที่เก็บของเสีย เพื่อกันกลิ่นไม่สะอาดทั้งหลาย  ความคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับส้วมชักโครกสมัยใหม่ทุกแบบ

     หลังจากนั้น  ส้วมชักโครกต้องใช้เวลาถึง ๑๐๐ ปีจึงจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป  และสามารถเข้าแทนที่กระโถนและส้วมซึมได้อย่างแท้จริง

 

 

ใช้กันล่วงเลยมาจนบัดดนี้  

 

ปันหาก้อคือ  ไอ้ตรงนี้...

 

สนานที่พักฟื้นขี้ หรือ รองส้วม  (ไอ้วงๆๆ ซีเมนต์ เขาเรียกว่ารอง)

 

หลังจากที่พวกเรากินไป   ก้อ ขี้ไป...ขี้ไป....ขี้ปาย..................

มันก้อเหมือนเราหยอดกระปุกอ่ะ มันก้อต้องเต็ม(เปรียบเทียบน่ารักเกิ๊น)

 

เมื่อ...เต็ม  จะ เกิด ปฏิ กิริยาที่เรียกว่า ปฏิกิริยาโวลทาเร็น อีมัลเจล  ท่านจะหมักตัวอยู่ในห้องน้ำนานผิดปกติ เนื่องจาก อุนจิของท่านยังเต้นบัลเล่ห์ ลั้ลลา กันอยู่เต็มคอห่าน(หากเป็นส้วมซึม)  ชักดังโครก้อเช่นกัน แต่เอฟเฟกซ์จะน้อยกว่า    ท่านจะต้องรอจนกว่าจะกำจัดนักบัลเลย์ชุดเหลืองทั้งหมดลงจากเวทีได้ก่อน.........ต้องเปิดสมุดหน้าเหลืองกันหน่อยแล้วว

 

 

หลังจากส้วมเต็ม  รถดุดส้วมกลายเป็นฮีโร่

 

 

"ข้าพร้อมที่จะผจญกับ..ขี้แล้ว " (ไอดอลใคร ข้อน้อย ขอโทษด้วย)

 

 เขาจะพร้อมสายยางขนาดยักษ์ยาวแบบอินฟินิตตี้...

 

เอามาแหย่ ใน รองส้วมของเรา...

 

แล้วก้อฉึกฉัก ฉึกฉัก........

 

นักบัลเลย์ชุดเหลืองก้อพร้อมใจ แล่นรถไปฟู๊น ปู๊น ไปกับซุเปอร์ฮีโร่ อย่างพร้อม เพรียง แหม..น่ารักจิงๆ.(จิงหรอ)

 

เอะ ลืมไปแล้วอ่ะ  เราจะมา ไขปัญหาชื่อรถดุดส้วมนี่หว่า (ฮ่าๆๆๆ)

 

เดิมที่ อีรถคันนี้มันยังไม่มีชื่อเรียก

 

ก้อเรียกกันตามฐานะ ความถนัด

 

จะไปเรียกรถดุดขี้ก้อจะน่าเกลียด(ทั้งที่ก้อขี้ตัวเอง)  รถ

คนธรรมดา -รถดูด(รถดูดเฉยๆ   ก้อมันมีดูดเดียวอ่ะ )   

                -รถดูดส้วม  รถดูดอึ 

ส่วนพวกที่นิยม ทำผมทรงบิลลาบอง(เพิงหมาแหงน ตีฟูรังนก ทรงรับมงกุฎ) - รถดูดอุจจาระ (โหว กาแด๊ะ ชิหา เลย)  หรือจะเรียกว่า  "นี่สมชาย(คนรับใช้ผู้ชาย) เธอช่วยไปดูห้องน้ำทีนะ" (ก้อสั่งขี้ข้าไปเล๊ย จบเรื่อง ไปต้องมาดูดขี้ ดูดส้วม)

 

 

บักแสงเริ่มค้นพบ ว่า แท้จริงแล้ว  รถดุดส้วม  มาจาก  คำว่า  "รถดูดสวม"

 

เพราะต้องเอาสายยางยักษ์ไป "สวม" ต่อกับท่อที่ตัวรถถัง(ขี้)

 

รถดูดสวม   

 

รถดูดสวม  

รถดูดสวม  

รถดูดสวม  

รถดุดส้วม

 

 

บอกแล้วคนไทยประยุกต์เก่ง  นำไปโยงกับคำว่าส้วมซึ่งเอาไว้ขี้  

 

แท่น.....แท๊นนนนนนนนนน

 

 

รถดูดส้วมจึงบังเกิดในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

 

 

แถม     ส้วมใครเนี่ยคลาสสิคจิงๆๆ อารมขี้ไปดูดาวไป  หากพายุมาอาจต้องรีบหน่อย เด๋วข้างฝาจะพัง

 

 

ลองโทรหาเราซิครับ หากโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ดูด 2 แถม 1 คับ

 

 

 

พี่คนนนี้เค้ากำลังเท่จัดๆๆ  ทำอารมณ์ซึ้งบนรถดูดส้วม  แม่ง....โคตรเท่เลยล่ะ  ให้ตายสิจ๊อดดดดดดดดด....

 

 

 

 

 

 

 

ปล. 1   ตำนานรถดูดส้วมเป็นแค่เรื่องที่โม้ขึ้นเท่านั้น

ปล.  2 ตำนานชักโครก ที่ ตัวสีฟ้า เป็นของจริง  แอนด์ คำแปล ส้วมซึม เป็นของจริง

ปล.  3เบอร์โทร นั้น สามารถรับดูดส้วมได้จริงหรือไม่คงต้องลองดุ เพราเจอมาในเน็ต  แต่หากส้วมเต็มจิง สมุดหน้าเหลืองดีกว่านะคร๊าาา

ปล.  4 ขอโทษด้วยหากไปล่วงล้ำอธิปไตยใคร 55+

ปล.  5 ไปกินขี้..เอ๊ย กินข้าวก่อน  คุยเรื่องขี้จนหลอน  ฟิ้ววววววว...

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 20 Nov 2008 13:39:41 by คุณหนูแดง

ที่มา : http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=707622&viewall=1

 

หัวข้อสนทนา : อยากรุ้มะ ว่าทำไม... (ดารานักร้องเอเชีย)

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:00 - มีคนดู 600 ครั้ง - มีคนตอบ 99 ครั้ง
อยากรุ้มะ ว่าทำไม...


อยากรุ้ว่าทุกคนตอนนี้ อยากรู้อะไรบ้าง  สงสัยอะไรอยู่  อยากให้ขึ้นต่นคำถามว่า  ทำไม
แบบนี้อ่ะ


ทำไมรถยนต์ ต้องขับ สวนกันแบบนี้ ถ้าสลับได้ไหม?

ทำไมเวลาเข้าวัดห้ามเหยียบขอบประตู

ทำไมสปาต้องมีอโรม่า

ทำไมปลาร้าคู่กับคนอิสาน

ทำไมเรียกขนมจีนทั้งที่ไม่ใช่ขนมซักหน่อย

ทำไมปลาโลมาต้องพ่นน้ำ

ทำไมเซเว่นจะต้องมีเสียง"ตื๊อดึด" เวลาเข้า

ทำไมเวลาพูดว่า " ไป เอา กัน " คนฟังต้องคิดว่าไปทำอย่าง ว่า ซะนี่

ทำไมอาภาพร ยังไม่แต่งงาน

ทำไมปลากระป๋องตราสามแม่ครัวต้องมีปลา 3 ตัว  หรือถ้ามี 4 ตัว จะกลายเป็นปลากระป๋องตรา 4 แม่ครัว

ทำไมผักเหม็นต้องมีหลายชื่อ

ทำไมขนมกุ้ยช่าย  ไม่มีใส้ผักอื่น  แบบใส้ตระไคร้  หรือไส้หมู อะไรงี้


ลองดูนะ  แต่ตอนนี้เราสงสัยมากเลย

ว่าทำไม อ่านแล้วไม่เม้น ก๊าก




ตอนนี้เราอยากรุ้มากเลยว่า
 
เลขไอพี: ไม่แสดง 
อยากหาอะไรทำนอกจากอ่านกระทู้? เล่นเกมส์กัน / อ่านเรื่องย่อหนังใหม่

a d v e r t i s e m e n t
window.google_render_ad();

[:Z*D:]บ้าที่สุดSUR
เลขที่ : 201393

ความคิดเห็นที่ 1 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:02
ทำไม.........ถึงรู้สึกว่าเรานอกคอกมากมายเลยอ่าเส้า
เลขไอพี: ไม่แสดง 

RV_*แพ้ll,,จีจี้
เลขที่ : 205190

ความคิดเห็นที่ 2 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:03
ทำไม ถึงคิดว่าเป็นส่วนเกิน หรือแค่ตัวสำรอง ???
เลขไอพี: ไม่แสดง 

oOEuN~euNo->ย๊อก<-O
เลขที่ : 190859

ความคิดเห็นที่ 3 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:04
ทำไมย๊อกถึงไม่รู้จักชั้นที่เป็นชั้นซักที ??
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 4 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:06
ทำไมช้านสวย อิอิ 

ทำไมฮยอกหล่อ

ทำไมต้องพิมพ์แป้นคีย์บอร์ด

ทำไมต้องทำไม 

ทำไมต้องเดินด้วยขา

ทำไมเปิดคอมถึงต้องใช้ไฟ

ทำไมต้องจ่ายค่าข้าว

ทำไมต้องเรียน

ทำไมต้องโ ง่

พอก่องจร้าคิดไม่ออกแล้ว อิอิ
เลขไอพี: ไม่แสดง 
แก้ไขล่าสุด 19 พ.ย. 51 - 18:07  

~วุ่นวาย-สบายดี~
เลขที่ : 209909

ความคิดเห็นที่ 5 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:09
ทำไม หมียุน ไม่เกิดเป็นคนไทย

ทำไมตูไม่ติด ท้อป 5 ของระดับ

ทำไมไม่ได้ไปคอน
เลขไอพี: ไม่แสดง 

JungSoo_รักเป็ด!~
เลขที่ : 181413

ความคิดเห็นที่ 6 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:10
ทำไม.........ต้องเรียน
เลขไอพี: ไม่แสดง 

\\\^onLy13^///
เลขที่ : 205416

ความคิดเห็นที่ 7 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:11
ทำไม...ถึงไม่สบายใจเรื่องคุณคิมคิ ซักที 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 8 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:14
ทำไมเกาหลีไม่เป็นประเทศไทย (งง ไหม ) ((รักชาตินะค่ะแต่แค่สงสัย อิอิ))

ทำไมเกิดมาไม่อ่านอังกิดออกเลย

ทำไมปัญญา ต้องถูกต้องนะคับ อิอิ

ทำไมต้องมีวิญญา (แอบกลัว)

ทำไมไม่มีเงินเยอะๆเหมือนคนอื่น

ทำไมเวลาซื้ออะไรต้องคิดก่อน (เพราะคำนวณเงินไงล่ะ )


มาอีกรอบ นุกดีจ้า มีเรื่องสงสัยเยอะแต่คิดไม่ออก เดี๋ยวมาใหม่ อิอิ
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 9 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:14
ทำไมการบ้านไม่เสร็จ


ทำไมเงินในกระเป๋ามันน้อยจัง


ทำไมจขกทถึงอยากรู้เยอะ


ทำไมคหต่อไปถึงไม่รู้จักผม
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 10 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:16
ผมยังไม่รุ้จักคุณ  55+
ขอบคุณทุกคนนะ หนุกดี ได้รุ้ว่าคนอื่น  อยากรุ้อาไร  จะเอาไปเขียนบล็อกอ่ะค่า
เลขไอพี: ไม่แสดง 

ผมรักคยู_มิน-*-[3P]
เลขที่ : 211465

ความคิดเห็นที่ 11 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:24
ทำไม ผมถึงไม่ได้เจอพี่คยูซักที(อันที่จิงก็อยากเจอทุกคน)

ทำไม พี่คยูไม่รู้จักผม

ทำไม ผมต้องเกิดมาพูดคนล่ะภาษากับพี่คยูด้วย

ทำไม พี่คยูถึงอายุมากกว่าผมตั้ง 5 ปี

ทำไม พี่คยูถึงไม่ได้เกิดมาคู่กับพี่ซองมิน(จิงๆ)
เลขไอพี: ไม่แสดง 

{[Cass+JS+จ.G]-Pat-}
เลขที่ : 169919

ความคิดเห็นที่ 12 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:26
แล้วทำไม จขกท ถึงอยากรู้อ่า!!!!

เลขไอพี: ไม่แสดง 
แก้ไขล่าสุด 19 พ.ย. 51 - 18:26  

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 13 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:31
ทำไมผมเป็นคนเดียวที่ไม่มีรูปในดิส


ปล.  เป็นคหที่13  เลขสวย
เลขไอพี: ไม่แสดง 
แก้ไขล่าสุด 19 พ.ย. 51 - 18:31  

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 14 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:34
ทำไมต้องตาย

ทำไมต้องเกิด

ทำไมต้องเปิดแอร์ให้เปลืองไฟ

ทำไมต้องติดบอร์ดสยาม (รักสยามโซนที่สู้ดด)

ทำไมพ่อแม่ต้องบ่น

ทำไมช้านต้องใส่แว่นปกปิดดวงตาที่มีเสน่ห์ ฮ่าๆๆๆ

ทำไมชีวิตคือชีวิต

ทำไมถึงแต่งเพลงไม่เป็น

ทำไมต้องมีคนนินทา

ทำไมเหงือกฮยอกต้องบานมีเสน์ห์
 

ทำไมต้องนอนตอนกลางคืน

ทำไมต้องตื่นต้องเช้า

ทำไมไม่นอนตอนกลางวัน

ทำไมไม่ตื่นตอนกลางคืน


ฮ่าๆๆ
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 15 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:34
คุณ คห 13  จลอัพรูปซะซี้  555+


จะได้มีรูป  กรั๊กกกกกกกกก





ทำไมแบทเทิลต้องมาตอนที่เราไม่มีตัง

ทำไมเวลาไปแถลงข่าวต้องไปเบียดกัน ทั้งที่เวลาในบอดบอกว่า เราจะไม่เบียดใคร ไม่ทำร้ายใคร พวกเรารักกัน  จิงป่าววะ

ทำไมดาราชอบไปเดินสยาม

ทำไมมอเอกชนต้องมาทีหลังมอรัฐ ทั้งที่จ่ายตังแพงกว่า เรียนก้อเหมือนกัน

ทำไมหลายเลือกที่จะไปเรียน มช ทั้งที่สาขาเดียวกับ มอ ที่ อยุ่ข้างบ้าน

ทำไมลูกบอลต้องลายแบบนั้น

ทำไมบาสต้องใส่ห่วง ไมไม่ใส่ตะกร้า หรือ ห่วง เป็น รูป สามเหลี่ยม ได้ใส่ยากขึ้น

ทำไมละครเกาหลีถึงดุแล้วซึ้งกว่าของไทย

ทำไมไอพอดต้องเก็บเพลงได้หลายพันเพลง ทั้งที่เราก้อฟังวนอยู่ไม่กี่เพลง
เลขไอพี: ไม่แสดง 
แก้ไขล่าสุด 19 พ.ย. 51 - 18:38  

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 16 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:36
อ่านั้นนะสิ จขกท...

ทำไมตังค์ต้องหมด......
เลขไอพี: ไม่แสดง 
แก้ไขล่าสุด 19 พ.ย. 51 - 18:36  

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 17 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:40
ทำไมตังต้องหมด แล้วทำไม แม่ต้องบ่นก่อนให้

.ทำไมพ่อถึงชอบความเป็นกุลสตรี เรียบร้อย  แม่ก้อไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้นสักหน่อย

ทำไมประเทสเราไม่พิมตังแล้วแจกประชาชน
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 18 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:44
ทำไมรูปของจขกทเป็นอย่างนั้น


ทำไมไม่สงสารจองวัน


ทำไมจองวันทำไปได้  =[]=
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 19 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:45
ทำไมประเทสเราไม่พิมตังแล้วแจกประชาชน

นั้นนะสิทำไม 

ทำไมฉันต้องเรียนเอก อังกฤษ ทั้งๆที่รู้ว่ายาก 

ทำไมฉันไม่กล้าออกไปหางานพิเศษทำ

((ออกแนวชีวิตส่วนตัวที่ออกมาจากใจ ฮ่าๆๆ))
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 20 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:47
ทำไมรูปฮยอกของคห19ถึงใหญ่จนบังทึกจนเกือบหมด
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 21 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:53
ทำไมท่าแอ๊กสุดฮิตต้องชู 2 นิ้ว ลองชู 6 นิ้วดูบ้าง หรือ 8 นิ้วดี 555
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 22 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:54
ทำไมรูปฮยอกของคห19ถึงใหญ่จนบังทึกจนเกือบหมด

นั้นนะสิทำไม ฮ่าๆๆๆ

ทำไม คห.20 สังเกตเก่งจัง เอิ๊กกๆ

อ่า จขกท คิดได้ไงเนี้ย ชู 8 นิ้ว ฮ่าๆๆ
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 23 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:54
ไมค์  จะทิ่มหัวทึกด้วย


555+

ทำไมแสงไฟในคิสเรดิดอต้องเป็นสีเหลืองๆๆ อันนี้อยากรุ้จิง 555+ ที่อื่นเขาสีนีออนทำมะดา
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 24 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:56
ทำไมคห20สังเกตุจัง เอิ๊กกๆ



เพราะผมหล่อ
ทำไมจะไม่เกี่ยว!!! 


ทำไมผมจะขอชมตัวเองไม่ได้


ทำไมมีแต่คนบอกว่าผมหลงตัวเอง
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 25 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 18:59
แว๊กกกก 555+

โอเค๊


ทำไมหลังจากมี คห 24 :  แล้ว แดงน้อย เริ่มจะรุ้สึกว่าตัวเองสวยบ้าง ฮ่า...
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 26 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:00
ทำไมคุณคห24หล่อจัง (เคยเห็นแล้วหรอเรา  )

ทำไมแสงไฟในคิสเป็นสีเหลือง

นั้นนะสิ ฮ่าๆๆๆ

ทำไมฉันต้องสนุก

ทำไมฉันต้องบ้า

ทำไมมีคนบ้าเหมือนฉัน

เลขไอพี: ไม่แสดง 

แคว่ด_รักแค่13
เลขที่ : 164114

ความคิดเห็นที่ 27 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:01
ทำไมทึกต้องมีลูกกับเรา

(แย้กกกกก!!! รองเท้าใคร!?!?)
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 28 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:03
ทำไมทึกต้องมีลูกกับเรา

ฮ่าๆๆๆ (รองเท้าเราเองเก็บด้วย ฮ่าๆๆ)
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 29 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:03
ทำไมคุณคหที่24หล่อจัง


ทำไมคุณเป็นคนดีจัง (ดีมากๆๆๆๆๆๆ  )


แต่ทำไมถึงเป็นคนแรกในรอบหลายปีที่พูดว่าผมหล่อ
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 30 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:03
คห 27 เอา รองเท้าแดงน้อยคืนมา 555+

ทำไมต้องเรียกรองเท้าแตะทั้งที่มันก้อต้องแตะเหมือนกัน หรือจะไม่แตะ  ลอยมา..ฟิ้ว...
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 31 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:04
ทำไมฉันปวดอึ ฮ่าๆๆๆ 

ทำไมฉันต้องชมว่าคุณหล่อ ฮ่าๆๆๆ 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 32 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:07
ทำไมไม่ไปอึ 555+
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 33 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:07
ไม่ให้หรอกคห30  ผมกำลังขาดแคลนรองเท้าอยู่พอดี


ทำไมเหลือแค่เรา3คนในบอร์ดอันกว้างใหญ่ไพสารแห่งนี้

ดูเหตุผลบนหน้าผมสิคหที่31



ทำไมน้องถึงบอกผมว่า"ถ้าพูดแล้วสบายใจก็พูดไปเหอะ"
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 34 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:11
ทำไมฉันฉันคุยที่บอร์ดนี้แล้วสนุก ฮ่าๆๆๆ

ทำไมคุณ คห.33 หล่อโดนใจฉันอย่างนี้ กร๊ากก

ทำไมฉันไม่ไปอึสะทีนี่สิ ฮ่าๆๆ แอบอาย (ยังอายอีกหรอ) 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 35 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:13
ทำไมคหที่34เป็นคนดีหาที่เปรียบมิได้


ทำไมผมมานั่งฟังเรื่องไม่ไปอึของคุณ
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 36 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:14
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เต้นโชว์หนึ่งที

เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 37 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:15
ช่าย เมื่อกี้แดงน้อย เน็ตเน่าชั่วขณะ 55+

มีแค่เรา 3 คน จิงๆๆ 555
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 38 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:15
ทำไม จขกท หาย

ทำไมเราต้องกินยา

ทำไมเราต้องพูดมาก

ทำไมเราต้องกินทางปากออกทาง ตู ด  กร๊ากกก

ทำไมต้องทำไมและต้องทำไม 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

[:Z*D:]-MJ~[MRS.LEE]
เลขที่ : 199580

ความคิดเห็นที่ 39 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:17
ทำไมเราถึงไม่ชอบเอสเจ (ก้อกุรักอ้ะ!)

ทำไมเราถึงเลิกชอบมันไม่ได้ (อันนี้เครียด)(พุดแล้วเส้า TT^TT)
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 40 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:19
ทำไมเราไม่กินทางปาก ออกทางจักแร้  (**น่าดู)
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 41 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:20
ทำไมฉันอึเสร็จ แล้วหิวทันที 

ทำไม ทู้ฮอต ซะแล้ว  ฮ่าๆๆ 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 42 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:23
ทำไมบล๊อกฉัน ไม่มีคนเม้น http://tamtammai.exteenจุดcom/20081119/entry  เปลี่ยนเป็นจุด ก่อน หากต้องการชม  55โฆษณาแฝง
เลขไอพี: ไม่แสดง 

SILY
เลขที่ : 201252

แก้ไขข้อมูล
ส่วนตัว
เพื่อเพิ่มรูปหน้า

ความคิดเห็นที่ 43 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:23
ทำไมเราพูดเรื่องอึในวันนี้


ทำไมไม่พูดอะไรที่มันน่ามองน่าดมน่าฟังกว่านี้


ทำไม!!
เลขไอพี: ไม่แสดง 

~_แดงน้อย_~
เลขที่ : 160778

 แก้ไข   ลบ   
ความคิดเห็นที่ 44 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:23
ทำไม ท่าน SILY  หายไปแล้วววววววว
เลขไอพี: ไม่แสดง 

EunHyuk_[Candy]^^~
เลขที่ : 211575

ความคิดเห็นที่ 45 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:25
ทำไมดอกไม้ถึงหอม (น่าดมขึ้นเยอะ) 
เลขไอพี: ไม่แสดง 

ll@ผีกองกอยหัวแบะ@ll
เลขที่ : 208756

ความคิดเห็นที่ 46 :: เมื่อ 19 พ.ย. 51 - 19:25
ทำไมต้อง**คนิด

ทำไมมี้แจ ถึงเกิดมาหล่อ  ก้คนมันหล่ออ่ะ ทำไงได้เรยอยากรุ
ทำไมเซียเต้นได้เซะซี่  บาดใจ เลือดกำเดาไหล พุ่งกระฉูด

ทำไมเจ้มินเกิดมาสวย  เจ้สวยเกินเหตุอยากสวยมั่ง  ชาติก่อนทำรัย ถึงเกิดมาสวย
เลขไอพี: ไม่แสดง