แกะเทปสัมภาษณ์ "ใบพัด"
posted on 07 Aug 2009 07:04 by tamtammai-นิสัยส่วนตัว ตัวตน
(นิ่งคิดไปสักพัก) เราชอบอยู่บ้าน พี่อ่ะเป็นเด็กที่อยู่โรงเรียนประจำมาก่อน เรียกได้ว่าเกือบ 10 ปีอ่ะ เป้นช่วงเวลาที่ไม่ได้กลับบ้าน และก็เป็นช่วงเวลาที่เด็กควรจะอยู่กับพ่อแม่บ้าง เพื่อเรียนรู้บางอย่างจากพ่อแม่ อย่างพ่อพี่นี่เป็นนักหนังสือพิมพ์เหมือนกัน เรากลับไม่ค่อยรู้จักพ่อเราเลยอ่ะ แม่เราก็เป็นแม่บ้านอยู่ติดบ้าน พี่จะได้เจอพ่อแม่ เดือนละ 2 ครั้ง นั่นคือ 2 อาทิตย์ พี่จะได้กลับบ้านครั้งนึง ทั้งๆที่เราอยู่ในกรุงเทพเนี่ยนะ บ้านเราไม่ได้อยู่ต่างจังหวัดนะ อย่างที่คุยกับเพื่อนที่อยู่โรงเรียนประจำด้วยกันบ้านเค้าก็จะอยู่ต่างจังหวัด แต่พี่นี่อยู่กรุงเทพแล้วก็ถูกส่งมาอยู่ในโรงเรียนประจำ และเค้าก็แซวกันว่า พ่อแม่ไม่มีเวลาหรือเปล่า เด็กเหลือขอ อะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่หรอกเรารู้ว่าระบบของโรงเรียนเป็นอย่างนั้น โรงเรียนที่พี่อยู่คือโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย คือพอหลังจากออกจากวชิราวุธมา มาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเราขาดไปคือการอยู่บ้าน การอยู่กับพ่อแม่ การได้อยู่กับครอบบ้าง อย่างเราเนี่ยอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่ร้องไห้อยากกลับบ้าน ไปจนถึงเราร้องไห้ไม่อยากกลับบ้านอ่ะ เลยทำให้นี่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่อยากอยู่บ้าน ดังนั้นนิสัยก้อคือ ออกมา แบบนานๆที ก็จะทำอำรหลายๆอย่าง พี่สามารถอยู่บ้านได้แบบเป็นเดือนๆ โดยไม่ต้องออกไปไหน แต่บางคนก็จะรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมแบบเรา ยิ่งบางคนบอกอยู่บ้าน ไม่เบื่อหรอ แต่เราก็ไม่เบื่อเลย กลายเป็นว่าวันๆนี่เราแทบจะไม่ว่างเลย ดูแลที่บ้าน พาแม่ไปตลาด อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ดูหนัง หมดและ วันๆ นี่ไม่ได้ทำงานเลยด้วยบางที
-จบมาด้านงานเขียน โดยตรงเลยหรือเปล่า
จบมาด้านเศรษศาสตร์การเงิน เหตุที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ตอนนั้น มันสาเหตุเหมือนเด็กทั่วปเคย ไม่ค่อยรู้ความฝันตัวเอง ไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร รู้แค่เราจบศิลป์คำนวณ แล้วก็นั่งไล่ดูว่าศิลป์-คำนวณมันไปทำอะไรได้บ้าง บัญชี ที่เค้าชอบไปเรียนกัน ตัวเลขเยอะมาก บริหาร จบปริญญาตรี เราจะไปบริหารอะไร นั่งไล่ไปไล่มา นิติศาสตร์ เราก้ไม่อยากท่อง เลยมาที่เศรษศาสตร์ พ่อเราเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะฉะนั้นเลยกลายเป็นวิชาที่เราน่าจะพอเข้าใจได้ดีที่สุด อย่างน้อยเค้าก็เล่าให้เราฟังได้ว่า เรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วหลักการคร่าวๆมันก็ทำให้ไปทำงานได้หลายสาย เศรษศาสตร์ก็คือการทำสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดบริหารให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ทรพยากรมีน้อยทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เรียนไปแบบไม่รุ้ว่า จะเป็นอะไรด้วยซ้ำแค่เป็นอันเดียวที่ตัดชอยส์อื่นๆ ที่ไม่อยากเรียนหมดแล้ว ก็เหลือนี่แหละ เศรษศาตร์
-เริ่มต้นเป็นนักเขียนได้อย่างไร
พี่อ่ะจบเศรษฐศาสตร์มาทางสายเศรษฐกิจ งานการเงิน เราก็เลยไปเป็นนักข่าว เป็นนักข่าวสายธุรกิจ มันก็ยังถือว่าใกล้อ่ะนะ ทำที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทำอยู่สักพักนึง ก็รู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเปิดใหม่ นักข่าวสายการตลาดก็ทำประมาณนี้แหละ ไปงานแถลงข่าวเปิดตัวสินค้า เปิดตัวแคมเปนจ์ใหม่ๆ สัมภาษณ์ผู้บริการอย่างงี้อ่ะ ทำอยู่เรื่อยๆ แล้วเราไปค้นพบพาร์ทหนึ่งของธุรกิจที่มันมีเสน่ห์มากๆ คือการโฆษณา คือธุรกิจมันมีเปิดแคมเปนจ์ใหม่ใช่มะ มันก็จะมีโฆษณาทำให้เราติดตาม และเราก็ติดตามเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าพาร์ทโฆษณานั้นน่าสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือความเป็นครีเอทีฟ ในการคิดโฆษณา ได้ไปคุยกับเขาเยอะๆขึ้นเนี่ย มีโฆษณาต่างประเทศ มีงานจัดเฟส เราก็ไปที่พัทยา ไปดูเขาประกวดโฆษณาต่างๆ ดูแล้วสนุกมากเลยกับการคิดสนุกๆอ่ะนะ ดังนั้นก็เลยเริ่มสนใจทางนี้ หลังจากนั้นเลยย้ายไปทำงานที่นิตยสารแบรนด์เอจจ์ ที่เริ่มจับกลุ่มเรื่องเกี่ยวกับโฆษณา เกี่ยวกับกลยุธทางการตลาดมากขึ้น อันนี้ก้เป็นสเต็ปที่ 2 หลังจากการเป็นนักข่าวทำข่าวขึ้นเว็ป เขียนข่าวรายวัน วันหนึ่งเขียนตั้งหลายข่าว ก็ขยับมาเป็นทำงานรายเดือน สัมภาษณ์ ทำมาเรื่อยๆ แล้วก็สะสม หนึ่งเดือน ออกหนึ่งครั้ง คือความถี่ของหนังสือมันเริ่มต่างกันและ คืออันนั้นเป็นรายวันใช่มะ ก็มาเป็นทำสื่อรายเดือน ได้เห็นลักษณะการทำงาน 2 แบบ หลังจากพอทำงานเกี่ยวกับโฆษณาได้เห็นเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราก็รู้สึกแล้วล่ะ ว่านี่แหละ เป็นสิ่งที่เราชอบมากๆเลย การผลิตอะไรให้แบบคนอึ้ง ให้คนสนใจแบบ เฮ้ย..คิดได้ไง เราชอบ ทีนี้หลังจากเป็นพาร์ทสื่อมวลชน เราเลยรู้สึกว่า ทำเองดีกว่า เลยตัดสินใจออกจากแบรนด์เอจจ์ อีกครั้งหนึ่ง แต่ออกมาเราก็ยังไม่มีประสบการณ์มาก ดังนั้นพี่เลยไปขอเป็นเด็กฝึกงาน ทั้งที่ตอนนั้นเรามีประสบการณ์ทำงานมา 3 ปีแล้ว ขอไปเป็นเด็กฝึกงานที่ซุปเปอร์จิ๋ว เป็นรายการทีวี ซึ่งมันมีเขียนบทละครเวที เพราะว่า เราอยากทำงานกับเด็ก รู้สึกว่าเป็นบุคลากรที่เดาใจได้ยาก คือถ้ไปเขียนบทให้ดารานะ พวกนี้เขาจะมืออาชีพไง แต่เด็ก กูไม่เอากูก้อจะร้องไห้ รู้สึกว่าสนุกนะ ดูแบบเป็นมนุษย์ที่เข้าใจยากดีอ่ะ และเราก็ชอบสอดแทรกอะไรบางอย่างไว้ และเราก็ติดนิสัยเหมือนพ่อเราก็คือ เราชอบสอน ชอบทำในบทบาทของสื่อในลักษณะเชิงสอน เราก็จะเขียนบทให้เด็กดูแล้วก็จะแทรกคุณธรรมไว้ในเนื้อหา สนุกดี ท้าทาย ทำให้ได้รู้จักกับพี่ซุป พี่จุ้ย ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้กำกับอยู่ในรายการ จากนี้ก็จะเห็นว่าไปใหญ่แล้วจากจบเศรษฐศาสตร์แล้วตอนนี้มาเขียนหนังสือ แล้วจะดูแบบ เฮยย ทำไมมันไกลกัน แต่พอเห็นอย่างนี้มันเลยดูกลืนๆและ
-ศุ บุญเลี้ยง
นี่เป็นหนึ่งในสมาชิกวงเฉลียงเรารู้จักเขาในบทบาทเป็นนักร้อง เขาแต่งเพลงอิ่มอุ่น เขาแต่งเพลงอีกมากมาย เท่ห์ สร้างผลงานดีๆให้กับสังคมไทยนี่นะ และก็เป็นนักเขียน เคยทำนิตยสารไปยาลใหญ่ เราก็ไปทำงานกับเค้า จริงๆ พอเขาเห็นใบสมัครขอฝึกกงานของเรา คือเราเขียนจดหมายไปหนึ่งฉบับ แนะนำตัวขอเป็นเด็กฝึกงาน เขาก็เห็นประวัติ ว่าคุณทำงานมาแล้วตั้ง 3 ปี เป็นผู้สัมภาษณ์ เป็นนักข่าวมาตั้ง 3 ปี และมาขอเป็นเด็กฝึกงานไรงี้ เขาก็แปลกใจมากว่าจะมาทำอะไรกับบริษัทเค้าหรือเปล่า เค้าเลยขอนัดเจอตัวแล้วคุยหน่อย
และก็ให้เริ่ม เขาบอกว่า ไม่ต้องฝึกหรอก ขนาดนี้แล้ว ทำเลย แต่ผมไม่เคยทำเลยครับ ไม่มีประสบการ์ แต่พี่จุ้ยบอกว่า เอาเลย ลองดู อยากเขียนบทละครก็ลองเขียนมาดูอยากเขียนบททีวี ก้เขียน ก็ช่วยเค้าเขียน ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ช่วงนั้นพี่จุ้ยออกอัลบัมหนึ่ง คิดถึงอย่างแรง ก็ให้พี่นี่แหละเป็นครีเอทีฟอัลบัม คิดทำพวกแพคเกจ เอาไปเสนอตามค่ายเพลงต่างๆ ก้ถือว่าเป็นที่จดจำเหมือนกัน อย่างตอนนั้นที่ทำคือแบบว่า ทำเป็นซองยา ตอนนั้นเป็นซิงเกิลเพลง คิดถึงอย่างแรง ตีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้คนสนใจ นี่คืองานครีเอทีฟที่แบบชอบ ก้ทำเป็นซองยายักษ์ๆเลยอ่ะนะ แล้วข้างในเป็นยาที่ถูกสกรีนเป็นเม็ดยาอ่ะ ข้างในก็มีแบบชื่อ ผู้สั่งยา มี กิน กินก็เหมือนกับฟังอ่ะนะ ฟังวันละเท่าไหร่ ก่อน-หลังอาหาร คุณสมบัติ เพราะฉะนั้นเลาส่งไปตามค่ายเพลง เพราะพี่จุ้ยเค้าไม่ได้ทำกับค่ายใหญ่ เพราะฉะนั้น ทางเดียวที่จะทำให้จูงใจเขา เพราะว่าวันๆเนี่ยเค้าได้ซีดีมากองเบ้อเริ่มเลย ก็เรียกความสนใจได้พอสมควร
แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจตอนนั้นก็คือมีหนังสือเป็นของตัวเอง ซึ่งจริงๆ มันก้เคยมีอยู่เล่มหนึ่ง คือรวมบทความในช่วงที่เป็นคอลัมน์นิสต์อยู่ผู้จัดการ เขาก็มีเปิดพื้นที่ให้เขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ตอนนั้นก็จะหยิบสิ่งละอันพันนะน้อยจากตอนที่ไปทำข่าวหรือเวลาเดินทางก็เอามาเขียนเกร็ดที่แบบส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนในข่าว อย่างเราไปคุยกับคนนี้แล้วมันไม่มีพื้นที่ให้เขียนลงอ่ะ เราก็เอามาเล่าบ้าง หรือว่าเป็นข้อสังเกตระหว่างนั่งรถไปทำงานนั่งรถไปต่างจังหวัดก้เอาสิ่งนั้นมาเขียน เป็นเล่ม ส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้จักพี่จุ้ยก็หนังสือเล่มนี้อ่ะแหละ ตอนสมัครก็แนะนำเขาผ่านหนังสือเล่มนี้ เราเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ก็ชอบ ยังจำความรู้สึกที่หนังสือออก แล้วเอาไปไว้กลับหมอนอะไรอย่างงี้ มีความสุขมากตื่นเต้นอ่ะ วันแรกที่ออกอ่ะนะ เรารอดูมาตลอด หลังจากนั้นก้ทำงานเขียน บอกกับพี่จุ้ยว่าขอทำงานเป็นฟรีแลนซ์ คือช่วยงานพี่เค้าอยู่ แต่เราก็อยากทงานหนังสือไปด้วย และวันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากคนที่น่าตกใจ วงศ์ทะนงโทรมาเข้ามือถือ หลังจากที่ไปทำเรื่องกับเขาไว้มากอ่ะนะ ที่ไปสัมภาษณ์และก่อเรื่องกับเขามาหลายครั้ง ตอนทำงานที่ผู้จัดการก็สัมภาษณ์เค้าครั้งหนึ่ง พอมาแบรนด์เอจจ์ก็อีกครั้งหนึ่ง ก้เลยรู้จักกันในฐานะ คนมาสัมภาษณ์ กับผู้ถูกสัมภาษณ์ เจอหน้าจนเริ่มจำกันได้แล้วเนี่ย จนวันหนึ่งที่เค้าต้องการกำลังคนมาช่วยเค้าก็จะนึกถึงแล้วโทรมาชวน ตอนนั้นเขากำลังจะเปิดนิตยสาร a day weekly ก็เลยชวนๆมา จนก็ได้มาเขียนให้พี่เขา เป็นรายสัปดาห์อ่ะนะ เป็นหนังสือข่าว ทำงานกับพี่ดหน่งในฐานะนักเขียนนอกให้กับอะเดย์วีคลี่ หลังจากนั้นพอมาเขียนปุ๊ป a day weekly ก็ปิดตัวหลังจากชวนเรามา พี่โหน่งเห็นว่า ไหนๆก้ไหนๆแล้วเลยชวนมาเริ่มงาน ตอนนั้นอะเดย์มีการปรับเปลี่ยนอยากได้คนเข้ามาช่วย มาเป็นผู้ช่วยพี่ก้อง ช่วงนั้นเราก็คิดแบบ หนังสือเนี่ยถ้าเรายิ่งสะสมข้อมูลมากเนี่ย จะยิ่งดี แล้วก็ยังประสบการณ์น้อย ไม่เห็นต้องรีบเลยถ้าเรา อย่างถ้าใครชวนมาทำงาน อะเดย์นี่ปฏิเสธได้อยากอ่ะ เล่มที่มาช่วยเล่มแรกคือ เล่มที่หน้าปกคุณหมอ ที่มีจอนแว่นใหญ่ๆ (ฉบับที่60)ทำงาน ได้ประมาณ 6เดือนเอง เพราะรู้สึกว่า เขาจ้างเรามาเป็นผู้ช่วย บก.ใช่มะ แต่ที่เรามาเป็นมันกลายเป็นให้ บก. ช่วย ไม่ถนัดเลย ออกจากออฟฟิตมา 3 ปี มาทำงานเป็นฟรีแลนซ์เนี่ยนะ เข้ากับระบบยากมาก เรารู้สึกว่าเราอ่ะ ไม่เหมาะกับการทำงานออฟฟิต เพราะว่าส่วนหนึ่งมันยังค้างคาเรื่องพ๊อกเก็ตบุ๊ค อยู่นั่นแหละ มันยังไม่หาย ยังค้างคา ทำก็ทำได้นะ แต่มันรู้สึกว่าไม่สนุกมาก ไม่เหมือนตอนที่เราเป็นฟรีแลนซ์ เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เราชอบ ก็มาถึงช่วงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ทำงานมาประมาณครึ่งปี แต่มันดีนะ กลับมานั่งนึกดูตัวเอง เราเปลี่ยนงานบ่อยมาก และก้ได้งานบ่อยมาก เวลาเรากลับไปดูเนี่ย ไม่รู้ว่าเราเป็นคนลาออกเก่ง หรือว่าสมัครงานเก่ง ถ้าอยู่บ้านเฉยเนี่ยจะมาแล้ว งานบวช งานแต่ง งานวันเกิด ของที่โน่นที่นี่มากมาย เพราะว่าเราไปสร้างสัมพันธ์ไว้เยอะมากไง ออฟฟิตนี่ก็ไม่รุ้กี่ออฟฟิตแล้ว 4-5 ออฟฟิต โรงเรียนเราก็เปลี่ยนโรงเรียนบ่อย พี่เปลี่ยนโรงเรียนบ่อยมากเลยนะ วชิราวุธนี่พี่อยู่มา 7 ปี แล้วก้ออกมาอยู่สหศึกษาอีก 2 ปี แล้วก็มาสอบเทียบเข้าหอการค้า การออกจากโรงเรียนชายล้วนมาเข้าโรงเรียนสหฯ มันก็เป็นความต้องการของเรา เราอยากอยู่โรงเรียนชายหญิงอ่ะ วชิราวุธมันชายล้วนไง ขอสักครั้งได้ไหมอ่ะ คือเราชอบจริงๆนะ เป็นสาเหตุที่เราไม่ได้บอกพ่อแม่นะ เราก็อ้างไปส่งเดชอ่ะ
-ฉายา
เจด
-สาเหตุที่ออกจาก อะเดย์
คือเป้นโรงเรียนที่ดีมาก มาเรียนหนังสือ แล้วออกไปสัมภาษณ์ คิดประเด็นกันเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนที่ดีที่สุด เวลาเจอใคร เฮ้ยย น้องไปอะเดย์ให้ได้ ถ้ามีโอกาสมาสมัครงาน ลองดู เอาให้เข้าตาเขาให้ได้ แต่ว่าพี่เป็นคนทำงานได้ทีละอย่าง อย่างพี่ก้องงี้อ่ะ ทำงานด้วย แต่ก็ยังออกพ๊อกเก็ตบุ๊คส่วนตัวได้ ตอนที่เราทำเราก็รู้สึกอยากเขียนนะ วัยมันได้แล้วล่ะ คือถ้าเลยวัยนี้แล้ว เรื่องก็จะผู้ใหญ่และ อย่างตอนที่ออกจากอะเดย์มานี่ เราก็คิดว่าน่าจะไปเดินทางดีๆสักครั้งหนึ่ง และก็อินเดียวเลย อายุมากกว่านี้ไปอิเดียก็อาจจะไม่เหมือนเดิมและ เราก็อาจจะไปเดินสายไหว้เจ้าอะไรไป
-ทำไมถึงเลือกอินเดีย
ความรู้สึกแรก ถ้าคนพูดถึงอินเดียมันก็ อี๋..อ่ะ แขกหลอกอ่ะน่ากลัว สกปรกเปล่า ห้องน้ำมีน้ำล้างเปล่า นั่นแหละความรู้สึกอย่างนี้แหละ อย่างนั้นถ้าเราไปเนี่ย เราก็จะแบบ แน่เหมือนกันนี่หว่า
-เด็กติ๋ม
เพราะในสายตาเราเนี่ยตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า เราไม่เจ๋งเลยในหมู่มหาวิทยาลัย ตอนมัธยมเรายังรู้สึกอยู่บ้างนะ แต่พอมหาวิทยาลัยแล้วขั้ว หรือคุณค่าในการนับถือของเด็กผู้ชายมันเปลี่ยน ไปอ่ะ ตอนวชิราวุธเนี่ยเรายังเล่นกีฬา วิดพื้น แล้วคนอื่นก็แบบ เฮ้ย..ไอ้นี่มันเจ๋ง แต่อย่างเด็กผู้ชายในมหาวิทยาลัยจะเห็นชัดเลยว่าคุณค่าใดๆที่คุณเคยมีในช่วงมัธยมอ่ะ เรียกว่าฟอแมตใหม่หมด มาเริ่มอยู่ที่นี่ใหม่ ถ้าอยู่กลุ่มเพื่อที่แบบกินเหล้า แล้วเราแบบ เฮ้ย เมื่อก่นเราภูมิใจที่พ่อแม่เรารักเราที่เราไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่อ่ะ เธอจะกลายเป็น ติ๋ม อ่ะ อี๋.. ทั้งๆที่เธอไม่สูบบุหรี่นะ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กินเหล้านะ เอาเสื้อใส่ในกางเกงเยอะๆ ดุงขึ้นมาสูงๆ พ่อแม่ชอบมาก(ฮา) แต่เป็นสิ่งที่พี่เจอในมหาวิทยาลัย พี่อยู่หอการค้า อย่างหอการค้า รังสิต กรุงเทพ เด็กเอกชินจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกับเด็กที่เรียนมหาลัยรัฐบาล อย่างรัฐบาลนี่เวลาใส่แว่น เรียนเก่งเป็นเนิร์ดๆเนี่ย อยู่กลุ่มเดียวกัน ยังรู้สึกปลอดภัยบ้าง ยังหากลุ่มที่ปลอดภัยได้บ้าง แต่ถ้าเราเคยอยู่ในกลุ่มที่แบบเคยเป็นเด็กดีอ่ะ แล้วมาอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนอ่ะ เอจะต้องปรับจูนบางอย่างอย่างมากเหมือนกัน เพื่อที่จะอยู่รอดกับพวกเค้าอย่างปลอดภัย
คือบางที ติ๋ม มันไม่ใช่แค่ ลุค แค่เปลือกนอกเท่านั้นไง บางทีเราเห็นว่าไอ้นี่แม่งติ๋มจังเลย มันอาจจะใส่กางเกงสูงๆ แต่เราว่าติ๋มในความหมายของเรามันคือแบบที่เราเจอ คือบางทีคุณเชื่ออะไรบางอย่างแล้วคุณอยู่ผิดกลุ่มอ่ะ คุณกลายเป็นตัวกิ๊กก๊อกได้ ทันใดเลย ทั้งๆที่คุณก็รู้อยู่ว่า ไอ้สิ่งที่เรายึดถืออยู่มันก็เจ๋งนี่หว่า การไม่กินเหล้านี่มันดีนี่หว่า แต่เวลาคุณโดนแซว เฮ้ย..อย่าไปชวนไอ้นี่ให้มันกลับไปกินนม นอน เธอจ๋อยเลยนะ อย่างเวลาพ่อแม่แนะนำลูกกับใคร เออก็รู้สึกว่าทำให้พ่อแม่ปลื้มใจว่า ไอ้นี่มันไม่กินเหล้า ถ้าเธอโดนแซว 2 -3 ครั้ง เธอเสร็จ เธอมีทางเลือก 2 ทาง คือ ใครบอกกูไม่กล้า เอามาเลย แล้วก้กินเยอะกว่าชาวบ้านเค้า กลายเป้นคุณติดเยอะกว่าไอ้คนที่ชวน หรือไม่คุณก็ต้องเป็นพวกตัวโดนกีดกัน แปลกแยกไป พี่น่ะ จะอยู่ในกลุ่มพวกกึ่งกลาง เราอยากอยู่ในชีวิตที่อยู่กับเพื่อนได้ด้วย เราก็ติดเพื่อนนะอยู่กับเพื่อน เพราะฉะนั้นเวลาโดนแซวงี้พี่ก็ไม่แฮ๊ปปี้หรอก แต่ก็ต้องไป เพราะเราอยู่ในกลุ่มมันสนุกอ่ะ อยู่กับเพื่อนผู้ชายเฮฮา เจี๊ยวจ๊าว เฮฮา แทงบอล แต่เราไม่เอาหมดเลยไง มันก็จะดูเป็นคนป๊อด เป็นคนอนามัย โน่นนี่ มันก็เป็นภาวะจิตใจที่มองย้อนหลังแล้วมันดี ตอนนั้นมีทางหนึ่งก็คือเราสู้กับมัน กลืนไปกับกลุ่มแต่ก็ไม่กลืนมากเราก็มีชั้นเชิง เหล้างี้เอามาเสริฟ ตั้งดองไว้บ้าง ทำจิบๆแล้วทำเททิ้ง มันก้อมี วิธีที่เราจะเอาตัวรอด เราก็รู้อ่ะว่าคนที่เผชิญกับปัญาอย่างเรามันมีอยู่อ่ะ
นั่นก็เป็นสาเหตุที่เลือกกอิเดีย นี่แหละนอกจากเล่าบรรยากาศของอินเดีย เราก็จะพบว่ามันเป็นหนังสือที่ พูดจากับคนที่เผชิญกับบรรบากาศแบบนี้เหมือนกันที่เรานิยามมันว่า เด็กติ๋ม
-ไปอินเดีย
ตอนนั้นได้ตั๋วฟรี มาจากการสะสมไมล์ พ่อบินบ่อย พ่อเป็นนักข่าวมีชวนไปต่างประเทศบ้าง ด้วยงานของเขา ทำให้มีแต้มสะสมไมล์ สามารถโอนให้กับคนในครอบครัวได้ ซึ่งเราก็อยากเขียนหนังสือ และโควตานั้นมันก็กำลังจะหมดแล้ว เก็บเอาไว้ไม่ได้ เราก้ไปยึดครองมาเอามาเลือก ด้วยไมล์ที่ไม่มาก เลยทำได้แค่ไปเมื่อจีน หรือแถบๆนั้น โตเกียวไม่ไม่ได้ เซี่ยงไฮ้นี่ไปไม่ได้ ปางประเทศเราก็ไม่รุ้จักนะ เป็นเมืองในประเทศแบบอินดดอะไรอย่างงี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี่รู้จักอยู่ชื่อเดียวอ่ะ นิวเดลี อิเดีย นี่รู้จักดีที่สุดเลย และก็รู้จักมากับความคิดแรกของคน มันอี๋..อ่ะ แต่พอนึกไปนึกมาแล้ว อันนี้แหละ ต้องอันนี้ ความคิดหนึ่งคือว่า ได้บัตรฟรีมาเนี่ย ไปที่ๆไม่อยากไป เพราะถ้ามีตังค์อ่ะ ไปที่ๆอยากไปดีกว่า เอาตังค์ไปซื้อที่ๆไม่อยากไปเนี่ย โกรธนะ ไม่คุ้มใช่ป่ะ ไหนๆได้ตั๋วฟรี ไปในที่ๆไม่อยากไปก่อน เพราะว่าถึงมีตังก้ไม่อยากไปอยู่ดี ก็คิดแค่นั้น แต่มันดีนะ พอกด fast forward กลับไปแล้วทริปนี้เป็นทริปที่ดีมาก แล้วเราก้จะกลับไปอินเดียซ้ำอีก มันเป็นที่ๆดีจริงๆ ไม่เคยรู้สึกเสียดาย และก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ไปอินเดีย
-ที่มาของการเขียนหนังสือ
เราอ่ะไม่ใช่เด็กแบบอ่านหนังสือมาก่อน พี่เข้ามาเขียนหนังสือได้เนี่ย เพราะผู้หญิงหนึ่งคน ผู้หญิงมีอิทธิพลกับผู้ชายมาก เวลาที่ผู้หญิงชื่นชมอะไรเนี่ยนะ มันจะส่งแรงบางอย่างให้ผู้ชายอยากช่วงชิงสายตาแบบนั้นมาบ้าง คือถ้าเธออยู่ในกลุ่มที่ผู้หญิงไปกรี๊ด คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ปล่อยมือได้อ่ะนะ ผู้ชายจะไปหัดขี่มอเตอร์ไซค์ปล่อยมือได้ พอดีผู้หญิงที่ไปเจอสายตานั้นน่ะเขาชอบคนอ่านหนังสือ คนเขียนหนังสือ “คุยกับประภาส”ของ ประภาส ชลศรานนท์
เขาก็ชอบมาก แนะนำให้เราอ่าน เราก็แบบไม่เคยอ่านหนังสือ พี่ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือมากอ่ะนะ เป็นเด็กชอบดูทีวีแบบเด็กไทยอ่ะ ไม่ได้อยู่ในสังคมการอ่าน แต่อยุ่ในสังคมการฟัง การพูดการดูอะไรอย่างนี้ นี่หรอเจ๋ง ไหน..ขออ่านดูหน่อย แล้วก็คือหนังสือเล่มแรกที่ตั้งใจอ่านจริงๆแล้วก็ตะลึง พลังมันแรงมาก ซัดเข้ามาใส่แบบ เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงชอบ เขาคือใครอ่ะ เราไม่รู้จักเขาเลยนะ เราไม่รู้จักประวัติเขาก่อนอ่ะ ฉันจะต้องชนะคนนี้ให้ได้อ่ะ ปากกล้ามากเลยนะ เหมือนเด้กอนุบาลไปท้าต่อยกับพวกนักมวยอ่ะ เฮ้ย สุดยอด จะแย่งชิงสายตาแบบนั้นให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์เกิดตอนปี 3 ใน มหาลัย ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน อ่านคืนเดียวจบเลยอ่ะ แล้ว แบบ ชอบมาก เป็นแค่หนังสือคอลัมน์ตอบปัญหาเองนะ แต่มันส่งผลกับเราแบบรุนแรง ก็อยากทำเซอรืไพว์เค้าด้วยการคิด แล้วก็เขียนอะไรบางอย่าง และก้ไปมีผลงานปรากฏอยู่บนหนังสือพิมพ์โชว์เค้าให้ได้ อันนี้คือความตั้งใจของเรา ใช้เวลาหลังจากนั้นอีกพักใหญ่ เราก็มีงานเขียนลงหนังสือพิมพ์ได้ คือตอนหนังหนังสือพิมพ์เขามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเปิดคอลัมน์ใหม่ เราก็ทำพอร์ทงานเขียนไว้หลายชิ้น แล้วก็ส่งไปให้ บก.พิจารณา เค้าก้คัดทิ้งไปซะส่วนใหย่นะ แต่ก็มีชิ้นหนึ่งที่เค้าคิดว่าน่าสนใจ ให้ไปลองเขียนแบบนั้นมาอีก 3-5 ชิ้น เราก็กลับมาเขียน
จากจุดนั้นมันนำเราไปสู้หลายๆอย่าง นอกจากมีพื้นที่ในหนังสือพิมพ์แล้วเนี่ย มันก็นำมาสู่การรวบรวมเป็นคอลัมน์ ทำให้เราได้รู้จักพี่จุ้ย มันดีนะกับการที่เราริเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเรา ด้วยสัญชาตญาณว่ามันต้องดีแน่ๆเลย เราทำมันอ่ะ โดยทั้งทีไม่รู้เลยว่า มันจะนำไปสู่อ่ะไรอ่ะนะ เหมือนกับเราตัดสินใจเดินทางอ่ะ การเดินทาง เราก็ไม่รู้หรอกว่า อินเดียมันจะนำเราไปสู่อะไร เราอาจจะไม่ชอบก็ได้ เราก็รู้ว่ามันไม่ชอบแต่เราจะลองไปดู จากวันนั้นถึงวันนี้อินเดียมันก็มาเรามาไกลมากเลย จากการอยากเอาชนะสายตา ทำให้เราอยากอ่านหนังสือ อยากเขียนหนังสือ เวลาไปเสนอ บก.เขาก้ไม่เอาบางส่วน อย่างชิ้นนี้อ่ะ พอได้ แต่ไม่เอาหรอกนะ แค่พอใช้ได้ เอาอารมณ์ประมาณนี้มาอีก เราก้อจัดให้ ทำอย่างมุ่งมั่น แล้วก็มาถึงวันที่เราเซอร์ไพรซ์เค้าด้วยการมานั่งอย่างนี้อ่ะ เอาหนังสือพิมพ์มา ลองเปิดๆ ดูๆ ลองอ่านนี่หน่อยดิ ใช้นามปากกาใบพัด เป็นไง ใครก็ไม่รู้แต่ลองอ่านดู แล้วเธอก้อจะได้เห็นแบบ เห็นผู้ชมของเธอต่อหน้าต่อตาแบบนี้อ่ะนะ คือแบบปกติงานเขียนมันจะเป็นแบบ คนหนึ่งเขียนในห้องสี่เหลี่ยม คนหนึ่งอ่านในห้องสี่เหลี่ยม มันจะไม่ได้เจอกันหรอก แต่นี่เป้นการหลอกให้เราเจอหน้าผู้ชมด้วยตัวเองไง เขาก็อ่านนะมียิ้ม เราก็ถามเป็นไงบ้าง เขาเขียนเป็นไงบ้าง เขาก็บอกว่าดีนะ ใช้ได้
-ไอดอล
ของ ประภาส ชลศรานนท์ ก็เป็นไอดอล แต่เราก้อไม่ได้มีแค่คนเดียว ในระยะเวลาหนึ่ง ไอดอลก็เป็นอีกคน เมื่อพัฒนาต่อเนื่อมา พี่จุ้ยก้เป็นไอดอล พี่โหน่งก้เป็นไอดอล หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจ นักกีฬา นักธุรกิจที่เราเคยไปสัมภาษณ์ เขาสามารถเป็นพลัง เป็นไอดอลของเราได้ในแต่ละช่วงเวลา
-นามปากกาใบพัด
ตอนนั้นเนี่ย หลังจากอยากชนะใจผู้หญิงใช่มะ วิธีเดียวที่เราคิด คือการที่จะเป็นนักเขียนโดยใช้ความสามารถนี่มันใช้เวลานานไง แต่การเป็นนักเขียนโดยมีนามปากกามันง่ายสุดแล้วอ่ะ เลยเอาอันนี้ก่อน ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าการจะเป็นนักเขียนได้เร็วที่สุดคือการมีนามปากกาก่อน ทุเรศมากเลยอ่ะ เหมือนอยากเป็นนักร้องแล้วซื้อเสื้อผ้ามาใส่ก่อน แทนที่จะฝึกซ้อมการร้องเพลง เป็นวิธีที่ไม่ถูกหรอกแต่คิดก่อน ตอนนั้นก็อยากได้แค่ชื่อแค่แบบเรียกง่ายๆ ชื่อจริง เรามัน ภานุมาศ ทองธนากุล มันยาวไปหน่อย หลักการที่ตั้งนามปปากกานี่ไม่ได้มีอะไรหรอก ชื่อมันเกิดจากที่เรานึกคำนี้ได้แล้ว ก็เก๋ดี เลยเอามาใช้ และหลังจากนั้นค่อยเข้าไปแถความหมายเอาเองให้ดูปรัชญา ดูเลิศหรูอะไรได้เอง ซึ่งมันก็ได้ปรัชญาที่เก๋มาก เราก็จะเขียนในหนังสือไว้ว่า ใบพัดอ่ะ ถ้าเอเห็นนะ มันมีอยู่รอบตัวเราอ่ะ เห็นเยอะมากเลย ตู้แอร์ก็มี ใบพัดเรือหางยาวก้มมี ใบพัดอยู่ในเครื่องปั่นน้ำเข้านาก็มี มีอยู่หลายที่มากเลย แต่ใบพัดอ่ะ มันหมุนไม่ได้ด้วยตัวเอง ถ้าเรารู้สึกอ่ะนะ มันอยู่ในหลายที่ก็จริง แต่มันหมุนได้ด้วยตัวเองไม่ได้เลย มันหมุนด้วยแรงลม หมุนด้วยแรงมอเตอร์ หมุนด้วยแรงไฟฟ้า หมุนด้วยแรงที่คนมาเป่าเล่น เอานิ้วปัด มันหมุนได้ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ เมื่อมันเกิดพลังงานเมื่อมันหมุนแล้วอ่ะ มันจะเอามาทำประโยชน์ได้ คนมีมันเพื่อนเอามันไปทำประโยชน์หลายอย่างเช่น ทำให้เกิดความเร็ว ทำให้เกิดลม เย็นๆ ทำให้เกิดพลังงานบางอย่าง เราก็บอกว่าเรามาเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังน้อยอ่ะ เราไม่ได้ฉลาดมากหรอก เราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือด้วย ประสบการณ์ก้น้อย เราก็เหมือนใบพัดและกัน เอาเป็นว่าเราเป็นสื่อกลาง เราหมุนด้วยตัวเองไม่ได้ เอาไว้เวลาที่เราไปเจอคนสัมภาษณ์ ที่เค้าฉลาดๆ แล้วเราเจอเกร็ดดีๆที่จะสามารถเอามาเล่าต่อ จากการเดินทาง เราอ่านหนังสือดีๆ นั่นแหละมันจะถูกแรงบางอย่างที่ทำให้หมุน แล้วคนอ่านก็จะได้ลมเย็นๆ พลังแห่งความสร้างสรรค์บางอย่าง แต่อย่างบางคนถามแล้วเราไม่มีเวลาตอบยาวๆ เราก้จะตอบว่าตั้งตามชื่อถนน อย่างถ้าคุยกับพี่ก้อง(ทรงกลด บางยี่ขัน) เขาก็จะแซวว่า เต้ยครับ นั่นมัน บายพาสครับ
-ถ้าไม่ได้เป็นนักเขียนทำอะไรอยู่
อาจจะทำงานด้านการเงิน พี่ชอบการเงินมากเลยนะ บริหารเงิน อะไรแบบนี้ชอบมาก ถ้าเรามีเงินก้อนใหญ่ๆมากให้เราบริหารเราจะสนุกมาก ซึ่งปกติเราชอบทำอยู่นะ คือาชีพนักเขียนนี่ อาชีพนนี้จะคัดกรองร่อนตระแกรงเอาคนที่ ไม่ได้รักจริงๆออกไป เพราะเมื่อเขาทำอยู่สักพักหนึ่งเขาก้จะรู้แล้วว่า อะไรกันให้เงินฉันชิ้นละ พันเดียวเองหรอ เขียนตั้งนาน สมมติว่าจะมาสัมภาษณ์นี่เราต้องเตรียมคำถาม ต้องนัดคนสัมภาษณ์ อัดเทป กลับไปต้องถอดเทปอีก เขียนมาบางทีนี่ พันหนึ่ง สองพัน อาศัยทำเยอะ คือเราต้องรักจริงๆ แต่คือคำว่าอาชีพนี่ เราต้องอยู่ได้ด้วยเงิน อาชีพนี้โดยธรรมชาติมันอ่ะ คนเขาก็จะคิดว่า เป็นนักไส้แห้งอะไรนั่น ในยุคนี้อาจจะมีคนบางคนที่ทำเงินจากการเป็นนักเขียนได้เยอะ ก็จริงแต่ ส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่อาชีพที่จะอยุ่ได้ในระยะยาวๆ ฉันั้นทางที่จะแก้ได้อย่างพี่นี้ก็คือ บริหารเงิน เราอยู่บ้าน เราประหยัดอย่างนี้อ่ะ บริหารจัดการ ทำให้มันงอกเงยอ่ะนะ ฝากธนาคารที่โน่น ที่นี่อะไรอ่ะนะ เป็นต้น แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้เป็นนักเขียนนะ บริหารเงินนี่สนุกมากเลย
-ชอบเที่ยว
ชอบเที่ยวแต่ก้ไม่ได้ชอบแบบออกทุกวัน มันก็มีโมเมนต์ที่แบบว่า ไปแล้วคิดถึงบ้านนิดนึง กลับมาบ้านแล้วมีคนต้อนรับหน่อย คือปกติอยู่บ้านทั้งวันไง เริ่มรำคานไง เห็นกันบ่อยๆ นอนก่อกแก่ก อยู่บ้านอย่างนี้ อยากมีบรรยากาศแบบกลับมาบ้าน หิ้วกระเป๋ากลับมาบ้าน แล้วแม่คิดถึงอะไรอย่างงี้ อย่างอยู่กรุงเทพก้เดินทางใกล้และกัน ทำความรู้จักตัวเอง ทำความรู้จักกับปรากฏการณ์บางอย่าง แล้วก็ค่อยหาเวลาไปเดินทางไกลอยู่ ปีหนึ่งให้ได้แม็ทใหญ่สักครั้งมันก็น่าจะดี แบบออกจากบ้านไปเดือนหนึ่งเลย อย่างน้อย 2 อาทิตย์จะดี
-สำนักพิพ์ให้ตัง อยากไปไหน
ตอนนี้อยากไปอเมริกา พี่ว่าการเดินทางถ้าได้หลายแบบจะดีมาก คือถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเราชอบสุขสบายอย่างนี้ แต่ให้คุณลองดูว่ ถ้าเราไปญี่ปุ่น เห็นอารมณ์ ความเป็นไปของประเทศเจริญในแบบเอชียแบบนั้นนะ ไปซักหลายๆครั้งเนี่ย เราก็เริ่มมีความคิดแบบว่า แน่จริงไปภูมิภาคอื่นของโลกดูสิ เหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา ทั้งที่บ้านเราไม่ได้สวยเลย ทั้งๆที่บ้านเขาสวยมากเลย ทำไมฝรั่งติดใจมาก เขามาดูอะไร อารมณ์ประมาณนี้ เราได้ไปเห็นอินเดีย ซึ่งมันมีบางอย่างแตกต่างกับบ้านเราเยอะ พี่ได้ไปอิตาลี ฟินด์แลนด์ ล่าสุดก็ไปเยอรมัน นี่ก็เป็นภูมิภาคต่างๆที่ได้เคยลองไปแล้ว อเมริกาก็เป็นโซนหนึ่งที่อยากไป ถ้าพูดถึงมีคนให้เงินมา แอฟริกานี่พี่ยังไม่อยากไป เก็บไว้หลังๆหน่อย ไม่ได้มี พื้นความรู้เยอะขนาดนั้น แต่กับอเมริกา เรารู้จักผ่านทางสื่อ มันมีมุมที่อยากไปเห็นมากๆเลย
-ถ้าไม่ได้ไปเปลี่ยนเครื่องที่ฟินแลนด์ งานเขียนที่ออกมาจะแตกต่างกันมากไหม
แตกต่างเลย พี่ว่า ไม่ใช่แค่ไปเปลี่ยนเครื่องที่ฟินแลนด์นะ แค่พอมีคนชวนไปเจอเพื่อที่ต่างประเทศ ชวนให้เราไปทำอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ไป พี่ว่าชีวิตเราหลังจากนั้นจะเปลี่ยนหมดเลย เราเชื่อในชะตาของคนเราอ่ะ เมื่อเราเริ่มทำอย่างหนึ่ง เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปหมดเลยอ่ะ เช่น อย่างวันนี้นะ ถ้าถ้าพี่ไม่มาสัมภาษณ์ ชีวิตเราก็เปลี่ยนไปเราก็ไม่เจอกัน ฉะนั้นความน่าสนใจอย่างหนึ่งในการเดินทางของเราคือ เป็น Yes man อ่ะ ปักธงไว้เลย ลองดูถ้ามีใครชวนทำอะไรนะเราไปหมดเลย ชวนไปเล่นกีตาร์ข้างถนนไหม เราก็ไป เราก็กลัว แต่เราก็อยากไป เค้าชวนมาทำอะเดย์ เราก็ไป จริงๆก็ไปแบบ งงๆอ่ะน่ะ เพราะว่าเราอยากทำหนังสือ แต่เราก็ไป เพราะว่าเราตัดสินใจ มันก็เลยพาชีวิตไปแบบนี้
-ชื่อล้อนิ้วกลม เคย ถามไหม
เขาไม่เคยถามอ่ะ แต่เค้าค้อน(หัวเราะ) มึงเล่นกูซะและ คล้ายกับคอนเซ็ปต์เล่มแรกอ่ะ มันก็ไปกวนตีนชาวบ้านเค้าอ่ะ โตเกียวไม่มีขาเป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเรากวนนี่คนก็จะรู้จัก การจะล้อเลียนหลักการอย่างหนึ่งก็ควรจะ ล้อเลียนในสิ่งที่คนอื่นก็น่าจะร่วมตลกได้ด้วย
-ทำไมต้องแยกเป็น 2 ตัวตน พี่เต้ย-ใบพัด
ถ้าเกิดคนอ่านอาจจะรู้สึกว่า มีพี่เต้ยอีกคนหนึ่ง วิธีที่ปลอดภัยของพี่ก็คือ เป็นชื่ออื่นไปเลย เป็นชื่ออาร์ท ชื่ออะไรไปก้ได้ที่ ไม่ให้คนอ่านเชื่อมโยงไปว่าเป็นตัวละครที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น คนอ่านจะได้ สองอรรถรส คือ ถ้าคนอ่านอารมณ์แรกแล้วคิดว่าเค้ามีจริงก็จะเป็นอีกฟีลหนึ่ง หรือว่าถ้าเธออ่านแล้วเธอแกะออก จริงๆพี่ก็ไม่ได้ปิดหรอก แต่ในที่สุดเธอก็รู้ว่า ใบพัดชื่อเล่น ชื่อเต้ยนี่ ก็แบบ ปุ๊บๆ... “อ๋อ…มึงเล่นกูซะแล้ว” ทำไมเราถึงใช้สูตรนี้รู้ไหม มันก็เหมือนบรรยากาศของเราที่มหา’ลัยอ่ะ ภายใต้ตัวตนหนึ่งของเราที่แบบ เฮ้ยย.ไปกินเหล้า ไปๆๆ..ไปดิ ทำไมเราจะไม่กล้า แต่ในใจเอาจจะคิดว่าไปทำไมไม่อยากไปเลย แต่เราไม่กล้าพูดออกมา มนุษย์ทุกคนมีอย่างนี้ มนุษย์ทุกคนมีหน้ากากของตัวเอง หัวหน้าด่ามาเราก็โกรธมาก ในใจมันก็มีความรู้สึกแบบ ‘มึง ไอ้เลว’ อะไรอย่างนี้ คิดในใจ แต่ปากเราก็พูกออกมาว่า ‘ครับ ได้ครับผม’ ทุกคนมีอย่างนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องของการที่พูดคำวา ตีสองหน้า หน้าไหว้หลังหลอก ไม่ใช่อย่างนั้น ลองนึกดูโลกที่มนุษย์ ไม่มีหน้ากากอ่ะ มนุษย์พูดทุกอย่างที่ตัวเองคิดหมดเลย พี่ว่าแย่นะ ใครพูดอะไร แล้วเรารู้สึกอะไรก็พูดออกไปเลยเนี่ย มันจะเกิดความขัดแย้ง โลกมันจะปะทะกันตลอด พี่ว่ากลไกนี้ของมนุษย์มันก็แปลกดีเหมือนกัน มันก็เป็นการคานกัน การสู้กันของสองสิ่งอ่ะแหละ อยุ่ที่ว่าเธอจะจัดการอย่างไร
-เจ้าชัยน้อย
เจ้าชายน้อยนี่เริ่มจากเหรียญบาท 2 เหรียญ เวลาอยู่ป้ายรถเมล์เคยเห็นผู้ชายเอาเหรีญบาทเอาแนบๆแก้มไหม มันจะเอาไว้ถอนสิ่งที่ไม่ต้องการในชีวิตออกไปอ่ะ เราเห็นแล้วแบบ ‘เฮ้ยย...แม่งเจ๋งอ่ะ’ คือมันไม่มีใครพกแหนบในชีวิตอ่ะ แบบ ‘ทำไรอ่ะ เอ้านี่แหนบกูพกมา’ พกยาดมก็แปลกแล้วนะ คือเราแปลกใจอ่ะ นี่มึงพกแหนบมาเลยหรอ แล้วมันใช้เหรียญบาท 2 อันถอนสิ่งที่รำคาน คือมันถอนไม่ได้อ่ะ เหรียญบาทเนี่ย เราชอบการใช้ของที่ไม่ตรงคุณสมบัติ ชอบมุมนี้นะ มันเพี้ยนดีอ่ะ อย่างที่เราเคยเขียนในฟินด์แลนด์อ่ะ น้ำยาอุทัย เขามีไว้หยดน้ำเอาไปทาแก้ม แล้วดังด้วย กลายเป็นธุรกิจน้ำยาอุทัย ตอนนี้เขาขายไม่มีใครเอามาหยดน้ำแล้ว เอาไปทาแก้มกันหมด หรือแม้แต่น้ำมันพืช เอาไปหยอดตะเกียงที่ทำบุญ เห็นแล้วแบบ ‘โอ้โห...พี่’ นี่คือจุดเริ่มต้น การใช้ของที่ไม่ตรงคุณสมบัติ แล้วเอาตัวรอดได้ แล้ว ทำได้ดี ส่วนชื่อเจ้าชายน้อยนั้น มาแบบนาทีท้าเลย คิดแล้วก็เอาเลย ตอนนั้นตัวเอกอยากได้ชื่อแบบกระแดะๆหน่อย ซันไชน์ –สัญชัย คือเรื่องบางเรื่องนี่ถามย้อนว่าเกิดได้อย่างไรบางทีเราก็ตอบไม่ได้ คือมันเรื่อยๆอ่ะ กวนตีนไปเรื่อยๆ
-ไปถึงยอดเขาแบบสัญชัยหรือยัง
ถึงแล้วนะ การมีพ๊อกเก็ตบุ๊คเป็นความฝันของเรา ครั้งหนึ่งการมีบทความลงหนังสือพิมพ์เนี่ย เราก็ตักเก็บแล้วก็เคลือบพลาสติกเอามาชื่นชม เอามาดูอยู่บ่อยๆ นี่คือภูเขาแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าภูเขามันไม่ได้มีลูกเดียว มันไม่ได้มีลูกใหญ่ในชีวิตที่แบบว่าขึ้นแล้วจบแล้ว มันมีลูกเล็ก ลูกเล็ก แล้วก็ลูกใหญ่ แล้วก็ลูกเล็ก ลูกเล็กไปเรื่อยๆ อ่ะ คล้ายกับชีวิตคือการเดินขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา ลงเขา เราก็ต้องเดินทางไปเรื่อยๆ และมันสนุกอ่ะ นึกถึงการเตรียมเสบียง การวางแผนเส้นทาง มันมีการวางแผนอยู่เรื่อยๆอ่ะ ล่าสุดพี่กลับจากเยอรมัน ก็คือเขียนเยอรมันอยู่ แต่ตอนนี้ก็คิดโปรเจคถัดจากเยอรมันไปแล้วอ่ะ นึกแล้วก็หัวเราะเองแบบมันสนุกอ่ะ แล้วก็เตรียมแผนเล่นงานอารมณ์คนอ่านไปเรื่อยๆด้วยนะ
หลังจากที่เลือกเส้นทางนี้เป็นอาชีพแล้วเนี่ย เราต้องมีการวางแผน อย่างจบเล่มนี้ เราค่อยมานั่งคิดใหม่บางทีก็ไม่ทัน เราก็คิดไว้ว่า จบเยอรมันปุ๊บ ต่อด้วยอันนี้ สนุกดี
-สเหน๋
อยากให้อ่านแล้วแบบสนุกอ่ะ ในความรู้สึกเราเราแบบอยากสร้างสวนสนุกในรูปแบบหนังสือนี่ไง คือ ถ้าเราทำความเข้าใจนะ สวนสนุกต่างประเทศนี่เค้าแบบทำงาน วางแผนกันอย่างจริงจังว่า คนเดินเข้าประตูมาแล้วจะเจออะไรบ้าง บ้านผีสิง อย่างสมมติว่าหลอกเธอนั่งเนี่ย มันจะเล่นงานเธอยังไง การวางแผนต่างๆนี่มันคิดมาแล้ว อย่าเส้นทางบนรถไฟเหาะนี่มันคิดนะ มันจะให้เธอเนิบๆมาก่อน ขึ้นช้าๆ ลงมาแล้วเหวี่ยงแรงๆ เพาะฉะนั้นถ้าเรามีความคิดนี้ตั้งแต่แรกอ่ะ หนังสือเราเนี่ย เราจะคุมอยู่ อย่างเข้ามาแล้วจะเจอตรงนี้ก่อน เธอหลบปุ๊บ จะเจอเรายิงอยู่ตรงนี้ อย่างเจ้าชายน้อย ก็จะมีจุดบางอย่างที่เราจะหลอกๆแล้วก็จะมีซัดบางจุด อย่างตอนที่เอาห่อผ้ามาเปลี่ยนให้ เขาหยิบห่อผิดมาตลอด ห่อนั้นมีแต่ขยะ เราก็รู้ว่าลองหลอกให้เป็นอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวค่อยซัด ว่านั่นอ่ะ มันเป็นขยะหมดเลย เพื่อไปส่งแมสเซสบางอย่างว่า เฮ้ย มึงรอดมาได้ยังไงวะ แล้วแมสเซซ มันก็ออกมาว่า ถึงแม้มันจะไม่ใช่ของวิเศษ แต่ถ้ามันช่วยให้เราผ่านวิกฤษติ ได้ มันก็วิเศษแล้ว นั่นคือเป็นสิ่งที่แบบตั้งใจ มันก็เป็นกระบวนการวางแผนอ่ะนะ เป็นนักวางแผนเหมือนกันง่ายๆ
-อุปสรรค
พี่ว่าเราต้องประคองชีวิตไปด้วยอ่ะ ลำพังประคองงานก็คือ เตรียมวางแผนสวนสนุก อันนี้ให้ไปตลอดรอดฝั่งแล้วเนี่ย นอกจากนี้คือการกินอยู่ พี่ว่าหลายคนไม่มีความสุขกับวิชาชีพนี้ก้ตรงนี้อ่ะ อะไรกันกำลังคิดสนุกๆอยุ่เลย ท้องมันหิวอีกแล้ว ถ้ามีลูกก็ต้องจ่ายค่าเทอมอีกและ ค่าผ่อนบ้านอีกและ เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายโน่นมานี่มามันวุ่นวาย เขาก็จะหยุดทำสวนสนุกของเขา มาเขียนบทความสักชิ้นหนึ่ง หรือ 20 ชิ้น เพื่อจะได้เงินมาก้อนหนึ่ง ประเทศของเราน่าจะแบบให้กำลังใจนักเขียน ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ให้แบบ นักเขียนเขาอยู่ได้จริงๆนะ พี่ยังรู้สึกเลยว่ะ และถ้าเขาป่วยอ่ะ เขาจะทำไง ถ้านักเขียนไม่ได้ดูแล ไม่ได้เก็บเงินมาตลอดงี้อ่ะ คืองานนักเขียนมันเป็นงานที่สรีระผิดอ่ะ นั่งเขียนทั้งวันไม่ได้ออกกำลังกาย มันมีแนวโน้มจะป่วย ในอายุมากอ่ะ พี่ว่าเนี่ยแหละคืออุปสรรค พี่ว่าไม่ใช่ของพี่อ่ะ แต่เป็นของนักเขียนทุกคน ถ้าคุณมีโอกาสนี่คุณก็ไปทำอาชีพอื่น อย่างเอ๋(นิ้วกลม) เขาก็ไปเป็นผู้กำกับ ทรงศีลก็สอนหนังสือ ทรงกลดก็เป็น บก .แต่เผอิญพี่เขียนหนังสือ และเลี้ยงเงิน คือบริหารเงินไปด้วย เราจะไม่เอาวิชาชีพการเขียนไปทำมาหากิน เพราะเราทำไม่ได้หรอก เงินไม่ได้เยอะหรอก แต่เราไปทำอย่างอื่นดีกว่า
-เกิดแล้ว
อืม..(นิ่งคิดไปซักพัก) มีคนทักบนรถเมลล์ คือเรานั่งรถเมลล์บ่อยมากตอนนี้ก็ยังนั่งเพราะเราไม่ได้ขับรถ แต่ก่อนเรามีความรู้สึกว่าอาณาจักรของเราในสัปดาห์หนังสืออ่ะ มันคืออาณาจักรของเรา ปีหนึ่งมี 2 ครั้งอ่ะ สำหรับคนทำงานเขียน คนออกพ๊อกเก็ตบุ๊คเนี่ยนะ วันอื่นๆเราก็เป็นเด็กก๊อกแก๊กอ่ะ แต่พอในงานสัปดาห์หนังสือมันเป็นงานของเรา ไม่ว่าช่วงนั้นยุ่งยังไง ควรจะปลีกตัวไปยืนดูหนังสือตัวเองที่กำลังออกใหม่ ไปแอบยืนดูคนหยิบหนังสือเปิดแล้วก็ชี้ๆให้เพื่อนดูว่า ตรงนี้ตลกเคยอ่านมาแล้วอย่างเนี้ย นั่นแหละ คือความสำเร็จ ยิ่งใหญ่แล้วนะ แต่ถ้าให้ตอบว่าเกิดเนี่ยนะ บนรถเมล์ คือในสัปดาห์หนังสือ พื้นที่ ในบูท อะเดย์เนี่ย ในนั้นอาจจะมีคนมาขอลายเซ็น มีคนมาทักทายว่า ตรงนี้ตลกนะ แต่พอเดินออกมาจากบูทอะเดย์มาประมาณ 3 ก้าวอ่ะนะ เธอก็จะโดนเหยียบเท้า โดนชน ตามปกติเหมือนคนมาร่วมงานคนอื่นทั่วไป บนรถเมลล์นี่มันทำให้เราแบบเซอร์ไพรซ์มากเลยอ่ะ คือแบบเค้าจำเราได้ อาจจะไปเจอกันในงานสัปดาห์หนังสือ หรือเคยอ่านงานเราอะไรอย่างนี้
นั่งข้างๆกันแล้วก็แบบมามองๆเรา เรายังกลัวเลยอ่ะ แต่เราก็ทำเป็นมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ไม่เชื่อว่ามีใครรู้จักเราหรอ แล้วก็มีการทักทาย พี่ใช่พี่ใบพัดหรือเปล่า เคยอ่านงานนะ เออ ก็เป็นความรู้สึกที่มัน.. แต่ถ้าความรู้สึกเรื่องเกิดเนี่ยนะ มันสม่ำเสมอตั้งแต่ตอนที่เราออกพ็อคเก็ตบุ๊ค เล่มหนึ่งมีคนซื้อให้เราก็รู้สึกเกดมากแล้ว การที่มีคนซื้อหนังสือของเราอ่ะนะ เล่มแรกในชีวิต พี่จะจำได้ว่า บางเล่มนะ ที่หนังสือออกจากโรงพิมพ์แล้วไปวางขายที่สัปดาห์หนังสืออย่างเนี้ย เราก้ไปให้เร็วที่สุด ไปขอลายเซ็นเค้า ไปขอลายเซ็นคนที่ซื้อหนังสือเราเล่มแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะไปไม่ค่อยทันหรอก มีทันอยู่เล่มหนึ่ง และก็บอกขอบคุณมากเลย มันเหมือนให้เกียรติกันอ่ะ จริงๆนะ โลกนี้เป็นโลกที่แบบว่าไม่ได้ขาดแคลนสินค้าอ่ะ หนังสือมีกี่เล่มอ่ะ มีกี่ปกในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีเป้นล้านๆเล่มอ่ะ เค้าซื้อเราทำไม ถึงวันนี้ก้ยังเคารพคนอ่าน แล้วก็ต้องทำงานให้ดี คือมันไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่า เฮ้ยวันนี้มีคนชอบงานคุณชิ้นนี้จังเลย แล้ววันรุ่งขึ้นคุณจะมีภูมิต้านทานให้เค้าไม่ด่าได้เวลาคุณเขียนอะไรส่งเดชไป คุณทำให้เขาไม่สนุก คุณทำให้เขาเสียเวลา เสียดายเงินนะ เขาก็เอาหนังสือเขวี้ยงคุณและก็ด่าคุณให้ เขาก็ด่าคุณได้โดยไม่มีเครื่องป้องกันหรอก ถ้าคุณทำงานไม่รับผิดชอบนะ เค้าก็พร้อมที่จะด่าคุณ หน้าที่นักเขียนก็ประมาณนี้แหละ เคารพคนอ่าน และคนอ่านก็จะเคารพเรา
-คติ
เป็นของดาไลลามะ และกัน ปัญหาถ้ามันแก้ได้ ก้ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าแก้ได้ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ชีวิตเนี่ยนะ ถ้าทำอะไรให้มันดีขึ้นได้ก็ทำเลย อย่าบ่น ทำเหอะ เขียนหนังสือ ยากจังเลย มานั่งบ่น อย่ามาบ่น ถ้าเราทำไม่ได้ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เอาไปอ่านหนังสือ ไปเดินทาง ไปดูว่าคนเก่งที่เขาสร้างงานดีๆ นี่เขาทำกันยังไง
-สับสน
ฟินแลนด์ แต่จริงๆมันก็ไม่ใช่สินค้าทดแทนกันหรอก คนอ่านก็จะรู้ ว่าปกติหนังสือ 2-3 เล่มที่เราล้อเลียนอ่ะ เราก็ไม่เคยที่จะไปแตะเนื้อหา เราค่อนข้างที่จะเคารพด้วยซ้ำ การเลือก เราเลือกมาเพราะถูกคนยอมรับ ในระดับที่พอสมควร เพื่อบอกรู้ว่าคุณน่ะ เจ๋งมาก เรามาแซวคุณ แต่ในเนื้อหา เราไม่ได้แตะต้อง คงแล้วแต่ความชอบมากกว่า ชอบแบบไหนก้เอาแบบนั้น
-แล้วจะเขียนท่องเที่ยวไปถึงไหน
จริงๆที่เราไปเที่ยวเราก็ไม่ได้เขียนทุกครั้งนะ มีหลายครั้งที่ไม่ได้เขียน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เขียน แต่มันก็เป็นการสะสม เป็นหลักคิดบางอย่าง อย่างที่บอกอยากให้เชื่อที่สัญชาติญาณ ทำไปก่อน แล้วมันจะดึงมาช่วยกันเองโดยที่เราไม่รู้ตัว
-ถ้าสมมติว่า ใบพัดเป็นเด็กคนหนึ่ง กี่ขวบ
อาจจะเหมือน เบนจามิน บัตตัน อ่ะ เด็กลงเรื่อย เราจะรู้สึกว่างานเขียนแรกๆ เราแก่มากเลยอ่ะ มันเป็นปมด้อย เราเริ่มเขียนหนังสือตอนอายุน้อย กลัวว่าเราจะเผยความโง่ออกไป แต่ไม่รุ้ว่า การอวดฉลาดนั้น คือการอวดความโง่ หลังจากนั้นผ่านมาก็สมวัยมาก ก็ติ๊งต๊องแบบนี้แหละ ก็จะมีมุมที่ได้หลักคิดดีๆมา เราก็จำทำให้เด็กสติปัญญาแบบเราเนี่ยแหละเข้าใจง่าย ไม่เห็นจะต้องยากเลย ถ้าเรื่องบางเรื่องเรารู้ว่ามันเจ๋ง ไม่เห็นจะต้องใช้คำยากๆเลย คนอื่นก็ไม่เข้าใจอ่ะ
-ผลงานต่อไป
เยอรมัน ก็ยังมีพี่เต้ยอยู่เหมือนเดิม
-






























































































(ใครเสือกไปแดกไข่ดาวไว้วะ)
จะกล้าขี้ไหมนี่



